วันอังคารที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2559

ตอนที่ 29 : อัพเดทหลักการลงทุนของผม - 201608 (ตอนที่ 2)

เกริ่นยาวไป 1 บทความก็มาเข้าเรื่องกันเลยดีกว่า

เนื่องจากวันนี้มีความตั้งใจเขียนค่อนข้างเยอะ รวมไปถึงได้ศึกษาเคล็ดหลักวิชาเพิ่มมากขึ้น

ประกอบกับด้วยวัยที่มากขึ้น 5555+ ก็มองว่าช่วงเวลาที่ตัวผมเองได้ลงทุนนั้น

มันก็มีข้อผิดพลาดค่อนข้างเยอะ และสิ่งต่างๆก็เปลี่ยนไปมากมาย

แต่สิ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนเลยคือ แนวทาง VI (Value Investor) สำหรับผมแล้วยังเป็นแนวทางหลัก

ส่วน Technical นั้นผมศึกษาไว้เป็นแนวทางรอง  เพื่อดูอารมณ์ตลาดว่าตอนนี้ตลาดคิดยังไง

คนส่วนใหญ่คิดแบบไหน

สิ่งที่ผมได้เรียนรู้ตลอดเวลาการลงทุนที่ผ่านมาผมเรียนรู้อะไรบ้าง ขอแบ่งเป็นข้อๆ

  • การซื้อหุ้นต้องพิจารณาดังนี้ รายได้มากขึ้น กำไรมากขึ้น เงินปันผลก็ควรจะมากขึ้น
  • การซื้อหุ้นต้องพิจารณาที่มูลค่า ไม่ใช่ราคา ที่สำคัญ พื้นฐานต้องดี
  • 56-1 เป็นสิ่งจำเป็นที่จะทำให้เรารู้ว่ากิจการทำอะไร มีแนวโน้มยังไง และพอจะเชื่อได้ไหม
  • VI โหดๆ เขาติดตามและอ่าน 56-1 ทุกบริษัทที่เขาสนใจ
  • การซื้อหุ้นต้องมี Margin of Safety ตอนเด็กๆผมไม่เคยเข้าใจมันเลย
  • จังหวะการซื้อ ผมมองว่าอันนี้เป็นเรื่องที่ Technical มีส่วนอยู่หน่อยๆ
ทั้งนี้ทั้งนั้น ข้อต่างๆที่ผมสรุปมา หากจะให้ผมอธิบายเกรงว่าจะอธิบายได้ไม่ชัดเจนถึงรายละเอียด 

ซึ่งแนะนำว่าหากนักลงทุนหรือใครที่ยังไม่ทราบ

ควรศึกษาเพิ่มเติมน่าจะครอบคลุมถึงรายละเอียดมากกว่า

ตัวอย่างข้อผิดพลาดที่ผมเคยทำมา
  • ซื้อหุ้นดี ที่ราคาแพงไป 
  • ซื้อหุ้นตามเพื่อน
  • ซื้อหุ้นในอุตสาหกรรมเดียวกันมากเกินไป
  • ซื้อหุ้นที่ไม่มี Upside หรือ Margin of Safety และใจร้อนเกินเวลาอยากได้หุ้น
ท้ายที่สุดแล้วหุ้นเหล่านี้กว่า 90% ที่ผมซื้อนั้นเรียกได้ว่าไม่เจ็บตัว 

แต่ทำให้ผลตอบแทนการลงทุนนั้นไม่ดีเท่าที่ควร 

ส่วนหลังจากนี้ในปี 2559 นั้นผมเองก็ได้ลองใช้แนวทางของทั้ง VI (95%) และ Technical (5%)

เอามาประยุกต์เป็นแนวทางของผมเองและใช้ตัวเองในการทดลองแนวทางนี้บนเงินจริง!

แน่นอนว่า ไม่เจ็บตัว ย่อมไม่ได้เรียนรู้ 

อะไรที่ทำให้เราเจ็บ แต่ไม่ตาย มันจะทำให้เราแข็งแกร่งขึ้นเสมอ

SET เมื่อต้นปี เปิดที่ 1286 และตอนนี้อยู่ที่ 1549 หรือขึ้นมาที่ 20.45%  

ซึ่งหุ้นที่ผมซื้อตั้งแต่ต้นปีนั้นผลตอบแทนเฉลี่ยนั้นสูงกว่าตลาดอยู่บ้างพอประมาณ

ตอนนี้เองผมก็ไม่ทราบว่าสิ่งที่ทำได้ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา มันคือฟลุค 

หรือมันเป็นแนวทางที่ถูกต้องอย่างแท้จริง

แต่ที่แน่ๆก็คือ ในการที่คนเราจะมีความมั่งคั่งอย่างยั่งยืนนั้น

สิ่งแรกเลยที่ต้องมีคือวินัยในการออม เก็บเงินทุกเดือนเพื่อลงทุน นี่คือบันไดขั้นแรกสำหรับการลงทุน

สำหรับเรื่องนี้

ผมขอเวลาทดสอบอีก 2-3 ปี เพื่อให้ชัดเจนว่าแนวทางนี้สามารถเอาชนะตลาดได้อย่างต่อเนื่อง

แล้วจะมาอัพเดทกันใหม่อีกครั้ง

ตอนที่ 28 : อัพเดทหลักการลงทุนของผม - 201608 (ตอนที่ 1)

จริงๆกว่าจะเขียนบทความนี้ได้ ต้องเกริ่นนำไปถึงอดีตที่ผ่านมา

แน่นอนว่าอดีตที่ผ่านมาย่อมส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลง

ความคิดของตัวเราเองเมื่อวาน ก็อาจจะไม่ใช่ความคิดของตัวเราเองในวันนี้

คำกล่าวที่ว่า "สิ่งไหนที่วัดผลได้ สิ่งนั้นย่อมดีขึ้นเสมอ"  นั้นเป็นจริงเสมอ

2-3 ปีก่อนผมค่อนข้างมั่นใจที่จะก้าวเข้ามาสู่การเป็นนักลงทุน

หลายๆคนถามผมว่าเริ่มต้นลงทุนในหุ้นเนี่ย มันต้องใช้เงินเท่าไหร่

ผมตอบไปว่า เท่าไหร่ก็ได้ ขอให้มีเงินซื้อหุ้นได้ครบ 100 หน่วยก็พอ

ถ้าตอบแบบนี้อาจจะกวนตีนไปนิด แต่มันก็จริง ซึ่งจริงๆมันก็มีเงื่อนไขการซื้ออยู่ค่อนข้างเยอะ

อาจจะเป็นการซื้อเศษหุ้นก็ได้ หรือแม้แต่ข้อมูลที่ว่าถ้าเราซื้อหุ้นที่ราคาสูงกว่า 500 บาท

ก็สามารถซื้อได้ครั้งละ 50 หุ้น แต่สำหรับตอนนี้เราน่าจะยังไม่พูดถึงข้อเหล่านี้

เพื่อให้จำง่ายๆก็คือเรามีเงินให้พอซื้อหุ้นเหล่านั้นได้ 100 หน่วย เราก็สามารถเป็นเจ้าของหุ้นได้แล้ว

เกริ่นไปก็หลายบรรทัด สรุปอย่างรวดเร็ว

ผมเริ่มที่เงินจำนวน 5,000 บาท และซื้อหุ้นในหมวดขนส่งและโลจิสติกส์ไป

เท่าที่จำได้คือซื้อไป 500 หน่วย เพราะตอนนั้นหุ้นตัวนั้นราคาประมาณ 8 บาท  ก็เกือบๆ 5,000 บาท

ซื้อหุ้นบริษัทเดียว ถึงกับหมดตูดทันที

เหตุผลที่ซื้อเพราะผมมองว่าดี มีคนใช้บริการประจำ

เพราะมนุษย์เงินเดือนที่ทำงานในเมืองนั้นต้องใช้แทบทุกคน

ตอนนั้นคิดเท่านี้จริงๆ และตอนนี้พอร์ตผมก็ยังมีหุ้นตัวนี้อยู่ โดยตั้งใจเก็บไว้เป็นอนุสรณ์ 555+

เขียนมาถึงตรงนี้ หลายๆอาจจะงงว่ามันเจ๊งมารึเปล่า ไอ้หุ้นตัวนี้น่ะ

ไม่ใช่นะครับ ตอนนี้ราคา 9 บาทกว่าๆแน่ะ กำไรเห็นๆ แต่ถือมาตั้ง 3 ปีได้

ไม่รวมปันผลอีกประมาณ 2 บาท กว่าๆนะครับ

ถ้าเอาปันผลไปลบก็น่าจะเหลือทุนราวๆ 5 บาทกว่าๆเท่านั้นเอง

ซึ่งตัวนี้ผมยังมองว่าได้ผลตอบแทนจากมันค่อนข้างน้อยนะครับ

ถ้าเทียบกับอีกตัวที่ซื้อในช่วงที่ SET อยู่ที่ประมาณ 1600-1700 จุด ผมเองก็จำไม่ได้แน่นอนนัก

อีกตัวคือหุ้นกลุ่มธุรกิจการเงิน ที่ผมซื้อในราคาประมาณ 38 บาท และตอนนี้ราคาประมาณ 52 บาท

หรือกำไรประมาณ 36% นั่นเอง ถ้ารวมปันผลที่จ่ายผมมาตลอด 2-3 ปีที่ผ่านมาก็ประมาณ 6 บาท

หรือมองง่ายๆว่าต้นทุนผมประมาณ 32 บาท หรือกำไร 61% จากหุ้นตัวนี้นั่นเอง

เห็นไหมครับว่าจริงๆแล้วเราแค่เลือกหุ้นที่ดี แล้วถือมันให้นานพอ พอร์ตเราก็สามารถเติบโตได้แล้วครับ


วันจันทร์ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2559

ตอนที่ 27 : ลาก่อน JAS

วันหน้ายังมี แต่วันนี้ขอลา

ผมตัดสินใจขาย JAS ไปด้วยเหตุผลคนละเหตุผลกับตอนซื้อ

เมื่อ 2-3 ปีก่อนผมซื้อด้วยเหตุผลที่ว่า JAS เป็นดาวรุ่งที่น่าจะพุ่งได้แรงน่าจะมีโอกาสเติบโต

ขอออกตัวก่อนว่าผมไม่ได้เขียนเพื่อชี้นำใดๆ กับหุ้นตัวนี้ และก็ตัดสินใจว่าจะเขียนถึงชื่อหุ้น

เป็นครั้งสุดท้าย เนื่องจากรู้สึกไม่ดีในการที่เราเขียนเจาะจงหุ้นเป็นรายตัว

และขอออกตัวอีกว่า JAS นั้นสร้างผลกำไรให้ผมค่อนข้างดี ไม่ว่าจะเป็น
ส่วนต่างของมูลค่า (capital gain) หรือแม้กระทั่ง เงินปันผล (dividend yield)

เหตุผลที่ขายก็คือว่า ผมไม่สามารถทำความเข้าใจและประเมินธุรกิจในอนาคตได้

เมื่อมีความไม่แน่ใจ ผมก็ไม่สามารถถือต่อไปได้อย่างสบายใจ จึงต้องขายออกไป ก็เท่านั้นเอง

ส่วนวันหน้าจะเป็นอย่างไร ผมจะมอง JAS ในมุมไหน 

มันเป็นเรื่องของอนาคตที่ยังไม่สามารถบอกได้เช่นกัน



วันจันทร์ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2559

ตอนที่ 26 : JAS 4G ไม่มีจริง!

มหากาพย์ที่ยืดเยื้อกันมาเป็นเวลา 3 เดือนโดยประมาณก็ถึงบทสรุปเสียที!!

  • ชัยชนะที่เรียกได้ว่ามาเหนือเมฆของ JAS ที่กระโดดมาร่วมวงกลุ่มสื่อสารกับเขาด้วย ถือเป็นการเรื่องใหม่ที่จะมีผู้เล่นหน้าใหม่เข้ามาแข่งขัน ซึ่งนักลงทุนก็คิดกันไปต่างๆนานา ว่ากลุ่มสื่อสารจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
  • ด้วยค่าประมูลมหาโหดเกินกว่ามูลค่าของ JAS เอง ถือได้ว่าน่ากังวลที่จะออกแบงค์การันตี และนอกจากนี้ต่อให้ทำธุรกิจสื่อสารได้จริง ก็ต้องใช้ระยะเวลานานกว่าจะคืนทุน
  • ราคาหุ้นกลุ่มสื่อสารร่วงทุกตัว โดยเฉพาะ JAS ที่ร่วงวันร่วงคืนจาก 5 บาทนิดๆ เหลือเพียง 2 บาทปลายๆ 
  • กลุ่มสื่อสารปรับโปรโมชั่น ลดแลกแจกแถมกระหน่ำ เพื่อกีดกันการมาของน้องใหม่ รวมไปถึงฝ่าฟันแย่งลูกค้าในตลาดให้มาอยู่ในมือของตน
  • JAS เริ่มบุกตลาด เริ่มมีข่าวคราวมากมายรวมไปถึงโปรโมชั่น 4G ที่จะมาในอนาคตโดยพูดไว้ว่าเราจะสร้างฐานลูกค้าให้ได้ 3 ล้านรายภายใน 3 ปี
  • ผมเองก็เคยลองประเมินรายได้ของ JAS ถ้าหากทำได้จริงอย่างที่พูด จะคุ้มทุน 7 หมื่นกว่าล้านตอนปีไหน
  • หลังปีใหม่ผ่านไปซักพัก เริ่มเห็นสัญญาณคือโรลอัพ 4G ที่วางตามจุดให้บริการของ 3BB เริ่มหายไป
  • เดือนกุมภาพันธ์ JAS ประกาศการจ่ายปันผลเป็นจำนวนหนึ่ง ซึ่งนักลงทุนก็ไม่ได้เห็นด้วยเพราะยังไม่รับรู้ข่าวคราวในการที่ JAS จะเตรียมเงินไว้จ่ายค่าสัมปทาน
  • หลังจากนั้น JAS ประกาศซื้อหุ้นคืน !!
  • ปลายเดือนกุมภาพันธ์ นักลงทุนต่างพูดกันเยอะมากๆเกี่ยวกับหุ้นแห่งทศวรรษตัวนี้ ทุกๆคนต่างก็ คาดว่า น่าจะ คิดว่า กันไปต่างๆนานา
  • 21 มีนาคม 2559 JAS ไม่สามารถจ่ายเงินค่า license ได้ ทำให้ JAS ต้องถูกปรับเงิน 644 ล้านบาทที่เคยวางไว้
  • การไม่จ่ายเงินค่า license นั้น ข้อดีก็คือ JAS เองก็ไม่ต้องแบกรับภาระหนี้มหึมาที่ต้องจ่ายในอนาคต ส่วนข้อเสียที่รู้กันก็คือวิกฤตศรัทธาของนักลงทุนและความเชื่อใจเกี่ยวกับแบรนด์นี้ว่าจะสามารถเชื่อถือได้หรือไม่ ซึ่งจุดนี้ก็ต้องมาดูผลกันว่าจากนี้ไป JAS เองจะเป็นอย่างไร

     

วันอังคารที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2559

ตอนที่ 25 : SET วันนี้ที่ 1245

SET วันนี้ถูกหรือยัง ?

ตลาดหุ้นวันนี้ปิดที่ 1245 จุด โดยมี P/E อยู่ที่ 21.83 และ P/BV อยู่ที่ 1.68

หลังจากช่วงกลางเดือน ธันวาคม 2558 ที่ผ่านมา ที่มีการขายกระจาย RSI < 30 

หลายคนอาจวิตกกับพอร์ตการลงทุนที่มีมูลค่าน้อยลงไป อาจเกิดความกังวลในเรื่องต่างๆ

ผมเองก็เช่นกัน แน่นอนว่าจิตใจคนย่อมมีในเรื่องของความโลภและความกลัว

เรื่องการซื้อหุ้น แล้วขอให้ หุ้นขึ้น ย่อมเป็นสิ่งที่ทุกคนคาดหวัง

แต่ถ้าในทางกลับกัน ซื้อหุ้นแล้ว หุ้นลง ก็คงไม่เป็นสิ่งที่นักลงทุนพึงพอใจนัก

อย่างที่เห็นได้ชัดคือตอนนี้ SET ยังแกว่งตัวออกข้างเป็น Sideway ค่อนไปในเชิงปรับลงเล็กน้อย

ยังมีปัจจัยอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ 

  • GDP ของจีนที่กำลังจะประกาศ 
  • น้ำมันปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง
หลายๆปัจจัยเหล่านี้ย่อมทำให้คนในตลาดกลัว และ เทขายออกไป 

เมื่อหุ้นมีความ ต้องการขาย มากกว่า ต้องการซื้อ ย่อมส่งผลต่อราคาที่ลดลง


หลายคนอาจจะสงสัยว่า แล้วเมื่อไหร่หุ้นจะขึ้นล่ะ ?

นักลงทุนต่างพูดเสมอว่า การคาดเดาตลาดเป็นงานของพระเจ้า 

แปลว่า เราไม่มีทางรู้หรอกว่าวันไหนหุ้นจะขึ้น จะมีปัจจัยอะไรบ้างที่หุ้นจะขึ้น

สิ่งที่พอจะช่วยได้สำหรับนักลงทุนสายเทคนิคอลคงเป็นสัญญาณต่างๆตามแต่ละ Indicator

แต่สำหรับนักลงทุนระยะยาว (VI) นั้นเชื่ออยู่แล้วว่าเราไม่สามารถที่จะคาดการณ์ตลาดได้

แล้วควรทำอย่างไรสำหรับสถานการณ์เช่นนี้ ???

ผมเองก็ยังถือว่าอ่อนหัดทั้งประสบการณ์และฝีมือการลงทุน

แต่จากช่วงระยะเวลา 2-3 ปีที่ผ่านมา 

ผมพบข้อผิดพลาดหลายอย่างมากๆที่ทำให้ ผลตอบแทนนั้นไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง

สาเหตุหลักๆดังนี้
  1. ซื้อหุ้นพื้นฐานดี ในราคาไม่เหมาะสม พูดง่ายๆก็คือซื้อแพงไป ถ้าเราชอบกิจการนั้นๆ แต่เราไม่ได้ดูว่าราคานั้นเหมาะสมหรือไม่ โอกาสที่เราจะได้ผลตอบแทนที่ดีนั้นยากมาก อย่างแย่สุดๆเลยก็คือการขาดทุนในช่วงตลาดขาลง จริงอยู่ที่ว่า เราจะไม่มีวันขาดทุน ถ้าเรายังไม่ขายหุ้นนั้น  จริงอยู่ที่ว่า ซักวันหุ้นก็กลับมาเอง  ตรงนี้ผมคิดเสมอว่า VI ไม่ขายไม่ขาดทุน จริงๆแล้วมันจริงบางส่วน เพราะถ้าเราลองดูว่าช่วงระยะเวลาที่เราติดหุ้นจนกว่าจะกลับมาเป็นบวกได้มันต้องใช้เวลา บางครั้งอาจเป็นปี ซึ่งทำให้เราเสียโอกาสในการลงทุนในหุ้นตัวที่ดีกว่า
  2. ซื้อหุ้นโดยวิเคราะห์กิจการน้อยไป ประเด็นหลักๆเรื่องนี้ก็คือ เรามั่นใจว่ากิจการนี้ดีมากๆ ดูเหมือนจะเป็น Monopoly ขายอยู่เจ้าเดียว  นั่นถูกสำหรับแนวทางการซื้อหุ้น เพราะทำให้เราได้เปรียบในการแข่งขั้นค่อนข้างมาก แต่อย่าลืมว่ากิจการเหล่านั้น มันอาจจะอิ่มตัวแล้ว ซึ่งไม่สามารถทำกำไรและเติบโตได้ดีดังเช่นอดีตที่ผ่านมา
  3. ปัจจัยบางอย่างที่เปลี่ยนแปลงไป เช่นโครงสร้างของกิจการหรือผลกระทบที่เกิดขึ้นกับกิจการนั้นๆ ซึ่งกว่าจะรู้นั้นก็เรียกได้ว่าสายไปเสียแล้ว ทางที่ดีที่สุดคือจำเป็นต้องตัดสินใจขายไปเพื่อซื้อตัวอื่นที่ดีกว่า เพราะการติดหุ้นนานๆนั้นทำให้เราเสียโอกาสในอนาคตนั่นเอง (เราอาจมองว่าไม่เสียเงินถ้าไม่ขาย แต่มันจะเสียโอกาสในการลงทุนหุ้นที่ดีกว่า)

คำถามถัดมาก็คือ SET วันนี้เราควรทำอย่างไร

ผมถามตัวเองเสมอว่าวันนี้เราควรทำอย่างไรกับการลงทุนของตัวเองดี ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับจริตหรือวิธีการลงทุนของเรา คำตอบนั้นง่ายมากคือทำยังไงก็ได้ให้กำไร และไม่เสียเงิน พูดได้ง่ายมาก แต่เรื่องการทำนั้นยาก ประสบการณ์ของผมเองแบ่งเป็น 2 อย่าง นั่นคือใช้เทคนิคอลเก็งกำไร และ การลงทุนระยะยาว (VI)

ผมคิดว่า ไม่ว่าเราจะใช้แนวทางไหน ก็ต้องมีวินัยสำหรับแนวทางนั้น


สำหรับเทคนิคอล เราสามารถใช้ Indicator ดูได้ว่าเราควรจะเข้าซื้อหรือไม่ ไม่ว่าจะเป็น RSI MACD EMA อันนี้แล้วแต่ถนัด สิ่งสำคัญที่สุดคือ ถ้าผิดทางต้องรีบ Cut loss จะคัตตอนไหนก็แล้วแต่เราเลย อาจตั้งไว้ที่ 5% 10% ก็ได้ ส่วนถ้าไปถูกทางก็แบ่งขายเพื่อเอากำไร   

ตลาด Sideway ช่วงนี้ผมก็ลองวิชาอยู่บ้าง ก็มีกำไรบ้าง ขาดทุนบ้าง แต่ถ้าเราทำตาม Cut loss แล้วจะไม่ส่งผลเสียหายต่อพอร์ตการลงทุนซักเท่าไหร่ถือว่าเป็นการฝึกวิชากันไป

สำหรับการลงทุนระยะยาว (VI) คงไม่มีใครสามารถบอกได้ว่า ซือแล้วจะลงต่อมั้ย  VI คิดเพียงว่า หุ้นนั้นถูกกว่ามูลค่าที่ควรจะเป็น ถ้ามี Upside 30% ขึ้นไปก็ควรเข้าซื้อ แต่ต้องมั่นใจว่าสิ่งที่เราประเมินนั้นมันไม่เป็นการเข้าข้างตัวเองเกินไป ก็สามารถแบ่งซื้อหุ้นได้ ซึ่งผมเองก็คิดว่ามีหุ้นหลายตัวในตลาดที่ราคานั้นลดลงมาค่อนข้างเยอะ แน่นอนว่าเราอาจซื้อหุ้น หุ้นอาจลงต่อ ก็อย่าไปเสียใจ ให้คิดว่าเราได้หุ้นที่ดี ในราคาที่ถูกแล้ว ถ้ามันลงต่อ แล้วมีเงินก็ซื้อต่อ แต่ถ้าลงต่อแล้วไม่มีเงิน ก็อยู่เฉยๆไม่ต้องทำอะไร

แนวทาง VI นั้นค่อนข้างที่จะสมเหตุสมผล เพียงแค่ต้องใช้ระยะเวลาอดทนรอ บางหุ้นนั้นอาจยังไม่สะท้อนมูลค่า แต่ถ้าเวลาผ่านไป ตลาดจะปรับหุ้นนั้นๆให้ไปสู่มูลค่าที่เหมาะสมเอง

ถามว่าวันนี้ผมกลัวมั้ย ต้องตอบได้ว่ากลัว แต่ถ้าเรามั่นใจที่จะเลือกหุ้นดี ในภาวะตลาดแบบนี้ ย่อมได้หุ้นที่ราคาถูกกว่าคนที่กลัวแต่ยังไม่กล้าและไปเข้าตลาดในยามที่ตลาดนั้นกลับกลายเป็นขาขึ้นซึ่งก็อาจทำให้ไม่กล้าซื้อและราคาหุ้นก็เพิ่มขึ้นไปไกลแล้ว

ผมเองยังห่างไกลความสำเร็จ แต่สิ่งที่ผมได้มาช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ผมได้ประสบการณ์การซื้อที่ทำให้ขาดทุน และผมเองก็เชื่อว่า ผมได้อะไรจากมันมามากกว่ามูลค่าพอร์ตการลงทุนที่เสียไป 

การก้าวเดินออกไป ตอนแรกเราอาจจะไม่รู้ทาง แน่นอนว่าประสบการณ์จะบอกว่าเราผิด เหมือนดังบทความของคุณบอย วิสูตร ที่กล่าวไว้ว่า เราจะเริ่มจาก ผิดตัวโตๆ ผิด ผิด ผิด และ เริ่มจะถูก หากวันใดที่มันเริ่มจะถูกแล้ว มันก็จะมีแนวโน้ม ถูก และ ถูกมากขึ้นเรื่อยๆ ผมขอให้กำลังใจนักลงทุนทุกท่าน รวมถึงตัวผมเอง  

วันนี้เรารู้ว่าความผิดพลาดคืออะไร และจะไม่นำมันไปใช้อีกในอนาคต

วันอังคารที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2559

ตอนที่ 24 : กรณีศึกษาหุ้น JAS ภาค 2 !?



เกิดอะไรขึ้นกับ JAS !?

จากบทความ ตอนที่ 18 : กรณีศึกษาหุ้น JAS !? นั้นผมเองก็ได้ประเมินข้อมูลในช่วงเวลานั้น ซึ่งไม่สามารถเทียบได้เลยกับข้อมูล ณ ช่วงเวลานี้ 

จริงๆหุ้นตัวนี้เป็นหุ้นที่ผมซื้อไว้ตั้งแต่ราวๆปี 2556 และซื้อเพิ่มอีกครั้งหลังจากเขียนบทความก่อน ก็คือช่วงปลายปี 2558 ได้ราคาที่ประมาณ 7 บาทและ 5 บาทกว่าๆ ตามลำดับ ทำให้ราคาเฉลี่ยตอนนี้อยู่ที่ราวๆ 5 บาทกว่าๆ ซึ่งถ้าเทียบกับราคาตลาดตอนนี้อยู่ที่ 3 บาทนิดๆเท่านั้น ถือได้ว่าพอร์ตการลงทุนของผมเองก็ติดลบหุ้นตัวนี้ค่อนข้างหนักประมาณ -40% เลยทีเดียว ถือว่าเป็นการติดลบที่ค่อนข้างเยอะพอสมควร สาเหตุอันเนื่องมาจากการประมูล 4G ที่ค่อนข้างแพงไปไกลเกินกว่าที่นักลงทุนนั้นประเมิน คือราวๆ 7 หมื่นกว่าล้านบาท ซึ่งนักลงทุนก็มองว่าเป็นเม็ดเงินที่ค่อนข้างสูงในการที่บริษัทนั้นได้ลงทุนไป อีกทั้ง JAS เองก็เป็นผู้เล่นหน้าใหม่ที่ได้เข้ามาแข่งขันในการให้บริการ อินเตอร์เน็ตบนมือถือ ซึ่งการที่เข้ามาเป็นผู้เล่นหน้าใหม่นั้น JAS เองก็ต้องเผชิญกับการต่อสู้แย่งฐานลูกค้าจากค่ายอื่นๆ ที่ยืนอยู่ในตลาดมานาน แต่ JAS ก็ยังมีฐานลูกค้าที่ใช้เน็ตบ้านอยู่และมองกลยุทธ์ว่าภายใน 3 ปีนั้นจะสามารถสร้างฐานลูกค้าได้ 5 ล้านราย ถ้าผมจำไม่ผิด แต่ยังไม่ทราบว่า ARPU นั้นเท่าไหร่ ทั้งหมดนี้ก็ต้องรอดู JAS เองว่าภายในปี 2559 นั้นจะสามารถเปิดให้บริการได้ภายในเดือนไหน โดยสัมปทานคลื่น 900 ที่ JAS ประมูลได้นั้นหมดสัญญาปี 2573 หรือประมาณ 14 ปีนั่นเอง สิ่งที่น่าคิดคือ ถ้าเกิดลองประเมินดูว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง หลังจากนี้ แต่ที่แน่นอน นักวิเคราะห์หลายๆท่าน ก็ค่อนข้างกังวลเกี่ยวกับธุรกิจกลุ่มสื่อสารว่าจะไม่กำไรเหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว จากการเข้ามาของ JAS ที่จะโหยหาฐานลูกค้ามาไว้ในมือให้ได้มากที่สุด ส่วนวิธีการจะเป็นอย่างไรต้องรอติดตาม

ถ้าลองประเมินรายได้คร่าวๆ

ผมขอวิเคราะห์จากความเห็นส่วนตัวแบบมโนๆ จากข้อมูลที่ JAS เองบอกไว้ว่าจะหาฐานลูกค้าให้ได้ 5 ล้านราย ใน 3 ปี โดยมองว่าส่วนของเน็ตมือถือนั้นจะเกาะลูกค้าระดับบน ซึ่งมี ARPU 500 บาท ในส่วนนี้ผมเองก็มองว่า ARPU ที่ตั้งมาอาจจะแพงเกินไป อีกทั้ง ฐานลูกค้า 5 ล้านรายที่บอกน่าจะไม่ใช่คนที่เป็นลูกค้าระดับบนทั้งหมด จึงขอตัด ARPU เหลือเพียง 250 บาท และมองอย่างลบที่สุดว่า จะไม่มีการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของฐานลูกค้าอีกแล้ว ในปีถัดๆไป

ซึ่งการประเมินรายได้นั้นจะประเมินคร่าวๆดังตาราง



จากยอดการประมูล 4G ถ้าดูเลขกลมๆ จะคุ้มทุน 75 ล้านบาทได้ในปีที่ 7 กรณีนี้ยังไม่รวมค่าเช่าเสา ค่าตั้งเสา ค่าจ้างพนักงานอีก ซึ่งในส่วนนี้ก็ยังไม่ทราบแน่ชัดว่ามีค่าใช้จ่ายส่วนนั้นเท่าไหร่ อันนี้คือการประเมินจากข้อมูลที่ได้ทราบจากข่าวซึ่งเป็นสิ่งที่ JAS คาดหวัง ผมขอออกตัวไว้ก่อนว่าผมวิเคราะห์ขึ้นมาเอง ห้ามเชื่อผม และ นี่ไม่ใช่ตัวเลขที่ถูกต้องทั้งหมดอย่างแน่นอน ภาพกว้างที่ประเมินดูคือ จะคุ้มทุนหรือไม่ และกำไรหรือเปล่า ซึ่งจุดคุ้มทุนจากการประเมินคร่าวๆนั้นบอกว่าปีที่ 7 นั้นน่าจะพออยู่ในจุดนั้นๆได้ 

สุดท้ายแล้วปัจจัยทั้งหมดนั้นอาจต่างจากตารางนี้ซึ่งจะเป็นไปตาม
1.จำนวน User ที่ JAS จะหาได้ในแต่ละปี (ผมเองประเมินตามข้อมูลที่ JAS สัมภาษณ์คือ 5 ล้าน User ใน 3 ปี และ ตั้งแต่ปีที่ 4 จะ Growth ปีละ 3%) สำหรับ 2 ปีแรก ผมมองให้ 0 เลย เนื่องจากน่าจะยังมีความไม่พร้อมในหลายๆอย่างและรายรับที่เข้ามานั้นไม่น่าจะมากสักเท่าไหร่

2.ARPU จริงๆ (ผมประเมินที่ 250 บาทและ Growth ปีละ 3% เช่นกัน)

3.ค่าใช้จ่ายส่วนอื่นๆ เช่น ค่าเช่า ค่าตั้งเสา ค่าดอกเบี้ยจากหนี้ต่างๆ

สำหรับ JAS ที่เข้ามาแข่งขันในตลาดอินเตอร์เน็ตมือถือนั้นจะรุ่งหรือร่วง นั้นตอนนี้ผมเองก็ไม่สามารถตอบได้ชัดเจนนักจนกว่าจะได้เห็นรายได้ที่เข้ามา ซึ่งกว่าจะทราบนั้นก็คิดว่าน่าจะเป็นช่วงปลายปี ซึ่งน่าจะรับรู้ได้บ้างในส่วนของ User และ ARPU ของปี 2559 

การลงทุนนี้ผมผิดพลาดหรืออย่างไร ?

เป็นคำถามที่น่าคิด ผมเองก็มีทั้งจุดที่วิเคราะห์ด้านดีและข้อผิดพลาดดังนี้

  • ในส่วนของการประมูลที่ค่อนข้างบ้าคลั่งในเรื่องของราคาประมูลนั้นส่งผลต่อราคาของหุ้น และมูลค่าก็ได้ลดลงเนื่องจากราคาประมูลที่แพงเกินไป จนทำให้นักลงทุนต่างทยอยขายหุ้น แต่ผมยังไม่ขาย สำหรับหุ้นตัวนี้ ผลที่เกิดขึ้นคือลบ 40% ซึ่งสร้างความเสียหายของพอร์ตค่อนข้างเยอะ แต่เอาจริงๆถ้ามองด้านการลงทุนระยะยาวนั้นเลข 40% ก็ถือว่ายังดูน้อยไปที่จะทดสอบหัวใจ VI หรือผมดื้อเอง ??
  • โครงสร้างกิจการเปลี่ยนไปไหม ? สำหรับนักวิเคราะห์และเซียนหลายๆคนบอกว่าการมี JAS เข้ามานั้น JAS ต้องทำทุกวิถีทางเพื่อแย่งฐานลูกค้า จุดที่แย่ที่สุดคือการพากันลดราคาเพื่อแย่งฐานลูกค้า ทำให้กำไรของกิจการกลุ่มสื่อสารนั้นแย่ลง ผมมองข้อนี้ต่างเล็กน้อยตรงที่ว่า ถ้าเกิด 4G นั้นแรงกว่าเน็ตบ้าน อาจทำให้ทุกค่ายที่มีสัปทานในการให้บริการ 4G นั้นได้เปรียบ ผมมองกรณี 4G และ การใช้งานอย่างไม่มีข้อจำกัดนะครับ ถ้าเป็นเคสนี้ โครงสร้างอาจเปลี่ยนในแง่ดีก็คือลูกค้าที่ใช้เน็ตบ้าน อาจมายอมจ่ายให้กับ 4G ก็ได้ เช่นตัวผมเองจ่ายเน็ตบ้านราคาประมาณ 800 บาทต่อเดือน เน็ตมือถืออีกราวๆ 400-500 บาทต่อเดือน รวมๆเดือนๆนึงก็ราวๆ 1,200 บาท ถ้าเกิดมีโปรโมชั่นเน็ตราคา 1,000 บาทใช้ได้ทั้งบ้านและมือถือ ผมอาจจะยอมจ่ายก็ได้ (ลดราคาจากเดิมตั้ง 200 แน่ะ)
  • ราคาหุ้นตอนนี้ต่ำไปหรือไม่นั้น เราต้องดูผลประกอบการ อย่าสนใจข่าวลือ และไม่ควรคาดการณ์ตลาด เพราะไม่มีใครสามารถคาดการณ์ได้อย่างแม่นยำ
  • สำหรับผมเองถามว่าตอนนี้กลัวมั้ย ตอบว่า กลัวบ้างนะครับ แต่ก็ยังอยากรอดูกลยุทธ์ของ JAS ต่อไปว่าจะเดินหมากอย่างไร ผมอาจจะผิดที่ดื้อถือต่อ หรือผมอาจจะถูก อันนี้ไม่มีใครตอบได้ ต้องบอกว่าเงินกระเป๋าใครกระเป๋ามันครับ 555+ แต่ทุกอย่างที่ได้รับจะเป็นประสบการณ์หากครั้งนี้ที่ผมลงทุนนั้นผิดพลาดไป จริงๆอันนี้เขียนก็เพื่อให้ตัวเองในอนาคตมาอ่านความคิดตอนนี้ด้วยครับ
สุดท้ายแล้วผมเองก็ยังถือว่าเป็นมือใหม่ในการลงทุนและการวิเคราะห์ต่างๆ ยังต้องการประสบการณ์อีกมาก ท่านใดที่เผลอหรือแวะเข้ามาอ่านแล้วมีความคิดเห็นอย่างไร หรือผมมองผิดตรงไหนก็สามารถชี้แนะได้ครับ ยินดีครับ และขอให้โชคดีทุกท่านครับ

วันอังคารที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2559

ตอนที่ 23 : ตั้งเป้าหมาย


ก่อนอื่นต้องขออภัยท่านผู้อ่านที่แวะเวียนมาอ่าน หลายๆท่านด้วยนะครับ เนื่องจากไม่ได้อัพเดทบลอคค่อนข้างนานมากๆ เนื่องด้วยเหตุผลหลักที่ขาดวินัย และภารกิจต่างๆในปีที่ผ่านมาก็ค่อนข้างเยอะ จึงทำให้ไม่ได้เขียนกันค่อนข้างนาน

ในปีใหม่นี้เรื่องสุดฮิตอันดับต้นๆก็คงหนีไม่พ้นเรื่องของการตั้งเป้าหมาย

เอาจริงๆ ชีวิตมันจะดูไร้ค่า ถ้าเราปราศจากเป้าหมาย

ซึ่งถ้าใครติดตามแฟนเพจของพี่บอย วิสูตร ก็จะทราบกันดีอยู่แล้วว่า ชีวิตเราทุกคนนั้นควรตั้งเป้าหมาย

ก็มีหนังสือแนะนำสำหรับคนที่อยากอ่านแบบเต็มๆ 

ก็ลองไปหาซื้ออ่านได้ครับ ชื่อหนังสือว่า "ฉันเปลี่ยนเพราะเขียนเป้า" ของพี่บอย วิสูตร นั่นเอง

เกริ่นกันมาซะยาว บทความนี้อาจจะแปลกๆ เพราะปกติเขียนแต่เรื่องเกี่ยวกับเงินและการลงทุน

ซึ่งไม่ได้มีประสบการณ์อะไรมากมาย เขียนด้วยความเข้าใจ จากประสบการณ์ของนักลงทุนคนนึง

ที่มีเป้าหมายในชีวิตด้านการลงทุนและอยากจะบันทึกเรื่องราวเอาไว้สำหรับอ่าน

ในวันนึงที่ทำเป้าหมายของตัวเองสำเร็จเท่านั้นเอง...

เอาล่ะเข้าเรื่องกันดีกว่า

มาตั้งเป้าหมายกันเถอะ !!

เป้าหมายนั้นเราสามารถตั้งได้ 1 ปี 3 ปี 5 ปี 10 ปี ก็ตามแต่ระยะเวลาของเป้าหมาย สั้น กลาง ยาว หรือเป้าหมายของชีวิต การเดินทางโดยไร้เป้าหมาย ก็เหมือนการล่องเรือในมหาสมุทรที่ปราศจาคเข็มทิศ
ตรงนี้หลายๆหนังสือหลายๆบทความก็ได้เขียนไปแล้ว

เราสามารถตั้งเป้าหมายเป็นอะไรก็ได้ 

ผมเชื่อว่า คนทุกคนสามารถเป็นได้ในสิ่งที่เขาอยากเป็น ถ้าเขาใช้เวลากับสิ่งนั้นๆ มากพอ

สำหรับใครที่ยังคิดไม่ออกลองตั้งเป้าหมายเกี่ยวกับ

1.ตัวเราเอง
- เรามีความฝันอะไร ทุกวันนี้ชีวิตเราทำตามฝันนั้นหรือไม่ เราลืมความฝันในวัยเด็กไปแล้วหรือยัง อันนี้จะบอกว่าเขียนไปมันก็เหมือนๆ บทความอื่นๆ แต่สิ่งที่อยากให้ย้ำกับตัวเองก็คือ เราลองถามตัวเองให้แน่ใจก่อนว่าเราชอบอะไร และชีวิตเราเกิดมาเพื่อต้องการทำสิ่งนั้นหรือยัง และถ้าเรามีชีวิตอยู่ได้แค่วันนี้แล้วเรายังไม่ได้ทำ เราจะเสียใจที่เราไม่ได้ทำหรือไม่

2.เงิน
- แน่นอนว่า ชีวิตต้องใช้เงินหลายๆคนอาจจะบอกว่าไม่ใช่หรอก เงินไม่ใช่ทุกสิ่งไปอยู่บ้านดินกับลุงโจน ก็ได้ (ถ้าใครงง ลอง search โจน จันได ดู) เอาจริงๆชีวิตมันมีอะไรมากกว่านั้น สิ่งที่ลุงโจนพูดก็ไม่ได้ผิดว่า เราไม่จำเป็นต้องขวนขวายหาเงินอะไรให้มันมากมาย สิ่งนั้นเป็นสิ่งที่ดี ที่สอนเราว่าเราสามารถติดดินได้ แต่ไม่ใช่ว่าไม่จำเป็นต้องมีเงิน ตรงนี้หลายๆคนมักเข้าใจผิดว่า คนรวยคือคนโลภ คนนิสัยไม่ดี เบียดเบียนคนจน ซึ่งจริงๆแล้วก็ไม่ใช่   ขุนเขาเสนอมุมมองเรื่องเงินว่า เงินเปรียบเสมือนแว่นขยาย ที่จะช่วยขยายสิ่งนั้นให้ใหญ่ขึ้น เช่น เราเป็นคนดี เราจะสามารถขยายความดีให้ยิ่งๆขึ้นไปได้ หากเรามีเงินเราก็ยังไปช่วยเหลือคนอื่นได้ ซึ่งไม่เกี่ยวกับว่า คนดีหรือคนไม่ดี โดยผมมองว่าคนที่คิดว่าคนที่มีเงินนั้นเป็นคนไม่ดี ดังนั้นเราไม่มีเงินจะดีกว่า มันเป็นเพียงแค่ข้ออ้างเพียงเท่านั้น

3.ครอบครัว
- อันนี้ขอเขียนจากประสบการณ์ตรง ผมมีเพื่อนหลายๆคนพูดกับผมเสมอว่า ในวันที่เรายังมีพ่อแม่ มีครอบครัว มีคนที่เรารักและรักเราอยู่ เราควรจะตอบแทนเขาให้มากๆ การที่พวกเขาพูดในสิ่งเหล่านั้นที่ผมจดจำได้ดีเพราะว่าเขาไม่มีโอกาสที่จะได้ทำแบบนั้นแล้ว ดังนั้นเวลาที่เรากินข้าวกับพ่อแม่ ไม่ว่าจะเป็นมื้ออาหารราคาถูก หรือมื้ออาหารราคาแพง มันไม่สำคัญเท่ากับว่า หากวันใดวันหนึ่งพ่อแม่เราไม่อยู่แล้ว ต่อให้เรามีเงินเป็นสิบๆล้านหรือร้อยล้าน เราก็ไม่สามารถปลุกท่านให้ฟื้นมากินข้าวกับเราได้ ดังนั้นครอบครัวจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ไม่ควรลืมในการตั้งเป้าหมายด้วย มีคำกล่าวว่า "เราไม่รู้หรอกว่าพรุ่งนี้กับชาติหน้า อะไรจะมาถึงก่อน เราไม่รู้หรอกว่ามื้ออาหารมื้อนั้นอาจเป็นการเจอกันครั้งสุดท้ายก็เป็นไปได้" ดังนั้นเราควรปฎิบัติต่อครอบครัวและคนที่เรารักให้ดีที่สุดในทุกๆวัน

4.งาน ,ความรัก,สุขภาพ และ อื่นๆ
- จริงๆทั้งหมดนี้ก็เป็นองค์ประกอบที่เราสามารถตั้งเป้าหมายเพิ่มเติมได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของงาน ความรักหรืออื่นๆ หากเราตั้งเป้าหมายเรื่องงาน เรื่องสุขภาพ ก็อย่าลืมวัดผลด้วยว่า ปีที่ผ่านมาเราทำงานได้ดีแค่ไหน และเราต้องพยายามเท่าไหร่เพื่อที่จะก้าวไปยังจุดถัดไป เพราะว่าเราไม่สามารถใช้ความรู้และประสบการณ์เดิมๆเพื่อที่จะก้าวข้ามไปยังจุดถัดไปได้

นอกจากนี้การตั้งเป้าหมายที่ดีนั้นก็ควรที่จะต้องสามารถทำได้จริงแบบสุดเอื้อมพอดี อย่าตั้งเป้าหมายแบบยังไงก็ทำได้ เช่น ฉันจะอ่านหนังสือให้ได้ 1 เล่มต่อปี แบบนี้ก็ดูถูกตัวเองเกินไป 555+ อาจจะตั้งเป้าหมายว่า ฉันจะอ่านหนังสือให้ได้เดือนละ 1 เล่ม รวมทั้งปีก็ 12 เล่ม เพื่อที่จะมีความรู้ ตรงนั้นตรงนี้เพิ่ม

เอาล่ะทีนี้ถ้าเราตั้งเป้าหมายแล้ว มันก็อาจจะดูมีแรงบันดาลใจ แต่คนส่วนใหญ่ก็จะลืมใน 15 วัน(ทำการ)


เพื่อที่จะไม่ให้ลืมและก้าวไปสู่เป้าหมายนั้นเราอาจทำแบบพี่บอยก็ได้ 
ก็คือเขียนใส่กระดาษและแปะข้างฝาไว้
แต่ผมมีอะไรที่เด็ดกว่านั้น และตามเราไปได้ทุกที่

Smartphone ไง!!

เคล็ดลับของผมคือจดไว้ใน note ใน Smartphone ของท่าน 
ถ้าอายเพื่อนก็ไม่ต้องไปโชว์ให้เขาเห็น แต่อย่าลืมดูทุกเช้าที่ตื่น และ ก่อนนอนที่เราจะหลับ
อันนี้ยังปกติทั่วไป ผมมีเด็ดกว่านั้น ถ้าไม่เด็ดคงไม่มาเขียน เพราะหลายๆคนก็สามารถหาอ่านได้ทั่วไปอยู่แล้ว

การตั้งเป้าหมายนั้นจริงๆแล้ว สิ่งที่จะทำให้เราไปสู่เป้าหมายได้ เราต้องมีเป้าหมายย่อยๆเพื่อที่จะไปสู่จุดนั้น

ปีที่แล้วผมตั้งเป้าหมายไว้ 11 เรื่อง ทำได้จริง 6 เรื่อง พลาดเป้าไป 5 เรื่อง สังเกตดูว่ามันไม่ 100% จริงๆแล้วก็ทำได้เพียง 50% เท่านั้น แต่อย่าลืมว่า ถ้าเราทำได้ 50% ในทุกๆปี นั่นแปลว่าแต่ละปีเรามีวินัยในตัวเองที่สามารถทำตามเป้าหมายนั้นได้ 50% ถ้าเป็นเรื่องของการพัฒนาตัวเอง ก็แปลว่าเราเจ๋งขึ้นจากเดิมอีก 50% ในทุกๆปีนั่นเอง ไม่ต้องแข่งกับใคร ถ้าเรายังไม่ชนะใจตัวเอง ดังนั้นแข่งกับตัวเองให้ชนะเสียก่อน

เปลี่ยนเป้าหมายให้เป็น งานย่อยในแต่ละวัน!!

เอาเป้าหมายที่เราเขียนมาหลายๆข้อ มาย่อยเป็นงานที่เราต้องทำในแต่ละวัน เช่น
-ฉันจะสอบ single license หรือที่เรียกว่า หลักสูตรผู้แนะนำการลงทุนด้านหลักทรัพย์ 
ให้ได้ภายในระยะเวลา 1 ปี
แน่นอนว่ามันยังดูกว้างไปและยังไม่รู้ว่า เราจะเข้าใกล้มันได้ยังไง

อันนี้ที่ผมกำลังลองใช้กับตัวเองก็คือเขียนออกมาเป็นงานที่ต้องทำในแต่ละวัน
-ฉันจะอ่านหนังสือ ตลาดการเงินและการลงทุนในหลักทรัพย์ ทุกวัน วันละ 30 นาที ในช่วงเวลา - เวลา เราก็จะพอประเมินได้ว่า หนังสือมันมีเนื้อหาครอบคลุมทั้งหมดกี่หน้า และเราอ่านได้วันละกี่หน้า และเราพร้อมที่จะไปสอบได้ประมาณเมื่อไหร่ และคิดว่าจะสามารถสอบได้ในครั้งแรกเลยหรือไม่ ทุกอย่างมันจะพอประเมินและกำหนดระยะเวลาของเป้าหมายได้

นี่ก็เป็นเพียงตัวอย่างนึงของเป้าหมายนึงที่ผมตั้งเอาไว้ในปีนี้  และคิดว่าน่าจะสามารถทำได้ ซึ่งในวันใดวันหนึ่งที่ผมสามารถทำเป้าหมายข้อนี้ได้สำเร็จ ก็จะมาอัพเดทกันอีกครั้งนึง

ขอให้ทุกคนสำเร็จตามเป้าหมายที่วางเอาไว้ครับ :)


ตอนที่ 22 : การลงทุนมีความเสี่ยง แต่ที่เสี่ยงกว่าคือการไม่ลงทุน

จากที่ได้เกริ่นไว้ในตอนที่แล้วในเรื่องของมูลค่าของเงินที่ผ่านไปตามเวลานั้น

หากเราเก็บไว้เฉยๆ มูลค่าของมันก็จะลดลงไปเรื่อยๆ แม้ว่าจำนวนเงินของเรายังเท่าเดิมก็ตาม

ดังนั้นเราจำเป็นต้องจ่ายเงินออกไปเพื่อให้เงินนั้นกลับมาสร้างเงินให้กับเรา

ยิ่งในตลาดหุ้นช่วงนี้แล้ว หลายๆคนอาจจะเป็นกังวลว่า เพราะราคาหุ้นต่างๆนั้นปรับตัวลงค่อนข้างเยอะ

ใช่ครับ มันอาจจะลำบากใจที่เราต้องทนเห็นเงินเราลดไปเฉยๆ

แต่หากกิจการนั้นยังคงสร้างรายได้ ได้ และไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านโครงสร้างของกิจการนั้น

แม้ว่าผู้คนจะให้ ราคา ที่ลดลง แต่หากกิจการนั้นมี มูลค่า ที่สูง  ท้ายที่สุดแล้ว

ราคาหุ้นนั้นก็จะปรับไปสู่มูลค่าที่แท้จริงเอง (แต่ต้องอดทนหน่อยนะ)

ทำไมจึงต้องลงทุน ?

  • เพราะการฝากเงินในธนาคารมันไม่ชนะเงินเฟ้อ ข้อนี้หลายๆคนมองว่าเงินเราไม่ลดไปไหน แต่จริงๆแล้วมันลดทุกๆปี เพราะดอกเบี้ยเงินฝากนั้นน้อยกว่าเงินเฟ้อ แปลว่าแต่ละปีที่ผ่านไปมูลค่าของเงินเรามันด้อยค่าลงเรื่อยๆ เมื่อเวลาผ่านไปนั่นเอง
  • ลงทุนในไหนดี ตรงนี้บอกได้ว่า แล้วแต่จริตของแต่ละคน ซึ่งโดยทั่วไปแล้วสำหรับมนุษย์เงินเดือนนั้น ก็สามารถลงทุนใน LTF ได้ ซึ่งก็สามารถลดภาษีได้อีกด้วย โดยธนาคารผู้ขาย LTF เขาก็จะให้เราประเมินก่อนว่าเรารับความเสี่ยงได้แค่ไหน และ จะแนะนำ LTF ที่เหมาะกับเรา หรือถ้าใครยังไม่ได้ลงทุนเกี่ยวกับประกันชีวิต สำหรับประกันชีวิตก็เป็นทางเลือกที่ดีมากๆสำหรับคนที่อยู่ข้างหลังเรา ในวันที่เราไม่อยู่ นั่นเอง
  • ลงทุนช่วงไหนถึงจะดี เอาจริงๆการที่เป็นนักลงทุนระยะยาวนั้นสามารถบอกได้ว่า ลงทุนได้ทุกช่วงเวลาที่เราประเมินแล้วว่ามูลค่าที่แท้จริงของหุ้นนั้นสูงกว่าราคาที่ซื้อขายกันในตลาด หรือจะดีกว่านั้นคือต้องเข้าใจจังหวะในการซื้อ ซึ่งอาจจะใช้เทคนิคอล หรือรอซื้อจังหวะที่เกิดข่าวร้ายกับกิจการนั้นก็ได้

วันพฤหัสบดีที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

ตอนที่ 21 : ยิ่งจ่ายยิ่งรวย !!


ยิ่งจ่ายยิ่งรวย !?

การจ่ายเงินนั้นสามารถนำมาซึ่งรายได้ หากเงินที่จ่ายออกไปนั้นสามารถทำรายได้กลับมาให้เรา

อะไรคือการจ่ายเงินออกไปเพื่อนำมาซึ่งรายได้? หลายคนอาจจะงง

การจ่ายเงินออกไปเพื่อสร้างรายได้กลับมาในอนาคต เราเรียกว่าการลงทุน นั่นเอง

การจ่ายเงินเพื่อลงทุนมีอะไรบ้าง ?


1.การจ่ายเงินเพื่อสร้างความรู้ให้กับตัวเอง  


เป็นวิธีที่ประหยัดที่สุดและสร้างผลตอบแทนได้สูงที่สุดเทียบกับการลงทุนทั้งหมด 

ทำไม ?

ก็เพราะว่า การจ่ายเงินเพื่อพัฒนาตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการอ่านหนังสือ
การเข้าคอร์สัมมนาต่างๆมันจะเป็นกาช่วยให้เราได้เรียนรู้วิธีคิดและข้อผิดพลาดของคนอื่นได้
โดยที่เราไม่ต้องไปลองผิดพลาดเอง

หลายคนอาจจะบอกว่า ถ้าไม่พลาดเอง แล้วจะจำได้แม่นได้อย่างไร ?

เอาตรงๆ คนเราเกิดมา มันไม่ได้มีเวลาเพียงพอให้ล้มเหลวอะไรมากมายนัก ในการศึกษาข้อผิดพลาดหรือความล้มเหลวของคนอื่น
มันช่วยให้เราเข้าใจว่าเขาเหล่านั้นสามารถก้าวข้ามความล้มเหลวได้อย่างไร 

ผมพูดเสมอว่าคนเรานั้นจะเลือกตัดสินใจภายใต้ขีดจำกัดของข้อมูลที่เรามีอยู่ ดังนั้นหากเรามีข้อมูลมากขึ้น นั่นแปลว่าเราสามารถที่จะมองหรือตัดสินใจภายใต้ขอบเขตที่กว้างมากขึ้นนั่นเอง

2.การจ่ายเงินเพื่อการลงทุน

การเก็บเงินเอาไว้เฉยๆ หรือออมเงินในบัญชีธนาคารนั้นไม่ตอบโจทย์ดอกเบี้ยเงินเฟ้อ

ใช่ครับ! ยิ่งฝากยิ่งจนลง

จนในที่นี่ ไม่ได้หมายถึงว่า เราฝากเงินไว้ 1 ล้านบาท แล้ววันหน้ามันจะเหลือ 1 แสนบาท

ถูกต้อง เงิน 1 ล้านบาทในวันนี้ ก็ยังคงเป็นเงิน 1 ล้านบาทในวันข้างหน้าครับ

เพียงแต่ว่ามูลค่าจริงๆมันไม่เท่ากัน!!

อ้าว...


1 ล้านบาทในวันนี้ ไม่เท่ากับ 1 ล้านบาทในวันหน้า  บ้ารึเปล่า ???

ถ้านึกไม่ออก ผมขอยกตัวอย่างนิดนึง

สมัย 10-20 ปีก่อน เราอาจจะกินข้าวจานละ 20 บาท

เงิน 100 บาท สามารถซื้อข้าวได้ 5 จาน

สมัยนี้ เราอาจจะกินข้าวร้านเดียวกัน และ สั่งเมนูเดียวกัน กับ 10-20 ปีก่อน (ถ้าร้านมันยังไม่เจ๊ง) ในราคาจานละ 50 บาท

แปลว่าอะไร

100 บาท สมัยก่อน ซื้อข้าวได้ 5 จาน
100 บาท สมัยนี้ ซื้อข้าวได้ 2 จาน

แล้วข้าวหายไปไหน 3 จาน ???  

มันคือเงินเฟ้อ!! 


ทุกๆปีที่ผ่านไป แน่นอนว่าข้าวของแพงขึ้นครับ แต่ถ้าเงินเก็บที่เราเก็บยังเท่าเดิม

นั่นแปลว่า ค่าของเงินที่เราเคยมี มันลดลงไป...

ดังนั้นวิธีการที่เราสามารถที่จะรวยขึ้นได้ ไมใช่การเก็บออม แต่เป็นการจ่ายเพื่อออมต่างหาก

การจ่ายเงินออกไป เพื่อกลับมาเป็นเงินออมในอนาคต นั่นคือการลงทุน

และข้อที่สำคัญที่สุดของการลงทุนคือ การลงทุนนั้นๆจะต้องสามารถที่จะสร้างเงินให้กับเราได้มากกว่าอัตราเงินเฟ้อในแต่ละปี !!

ออมอย่างเดียว ไม่ตอบโจทย์

สิ่งที่ตอบโจทย์คือจ่ายเงินออกไปเพื่อสร้างกระแสเงินสดที่จะนำมาซึ่งความมั่งคั่งต่างหาก







วันอังคารที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2558

ตอนที่ 20 : รวยเงินล้าน ใครๆก็ทำได้ จริงดิ?

รวยเงินล้านใครก็ทำได้ จริงดิ?

เอาจริงๆผมจั่วหัวมาซะขนาดนี้จะบอกว่าการหาเงินล้านนั้นไม่ยากเลย (ถ้าใครมีแล้ว กดปิดไปได้เลย)

หลายคนอาจจะถามว่าเฮ้ย เอ็งมีเงินเป็นล้านแล้วเหรอถึงมาเขียนบทความนี้อะ

ไม่ครับ ตอนนี้ยังไม่มี แต่อนาคตมีชัวร์ (พูดจาเหมือนขายฝัน แต่มันคือฝันที่ผ่านการวางแผน หุหุ)

ทีนี้มาดูก่อนว่าเราจะหาเงิน 1 ล้านบาทได้อย่างไร


1.คุณต้องสร้างนวัตกรรมที่เป็นประโยชน์กับคนส่วนใหญ่


ข้อนี้เป็นวิธีที่เร็วสุดๆ หลายคนสร้างตัวเพียงข้ามคืนจากข้อนี้แหละ

เอาเป็นว่าจะเป็นอะไรก็ได้ ไม่ว่าจะเป็น App มือถือที่ติดโฆษณาแล้วมียอดคนใช้ 1 ล้านคนทั่วโลก

เงินล้านก็จะมาได้โดยไม่ยาก หรือจะเป็นอย่างอื่น ข้อนี้ยากตรงไอเดีย ถ้ามั่นใจว่าเจ๋ง จัดไป!!

ถ้าใครพยายามแล้วไม่ไหวหรือยังคิดไม่ออกข้ามข้อนี้ไปก่อน

2.คุณต้องเก่งสุดๆ อยู่ในระดับต้นๆ ของอาชีพนั้นๆ


ถ้าคุณเก่งซะอย่าง เดี๋ยวเงินมาหาเอง

ถ้าคุณไม่เก่งก็ฝึกทักษะ พัฒนาตัวเองอยู่เสมอให้อยู่ในระดับ top ของอาชีพนั้นๆ

ถ้าพยายามแล้วรู้สึกยังไงก็ไม่เก่ง ไม่สามารถก้าวไประดับ top ของสายอาชีพได้ ข้ามข้อนี้ไป

3.คุณต้องมีกิจการของตัวเอง


ไม่ว่าจะเป็นแม่ค้าขายปลาทูส่ง หรือจะขายครีม หรือจะเป็นเจ้าของธุรกิจอะไรก็ตามแต่ 

ถ้าคุณบริหารจนธุรกิจมันสร้างกำไรเป็นบวก คุณก็แค่ทำมันซ้ำเรื่อยๆ เดี๋ยวเงินล้านก็มาเอง

ถ้าใครไม่ชอบแนวนี้หรือพยายามแล้วไม่ไหว ก็ข้ามข้อนี้ไป

4.มนุษย์เงินเดือนธรรมดาๆ


ถ้าสมมติว่าเราคิดสร้างนวัตกรรมไม่ออก

ถ้าสมมติว่าเราไม่เก่งระดับต้นๆของสายอาชีพ

และถ้าสมมติว่าเราไม่มีกิจการอะไรเป็นของตัวเองเลย


ก็เป็นมนุษย์เงินเดือนธรรมดาๆนี่แหละ!!

หื้มม ใครจะไปคิดว่ามนุษย์เงินเดือนธรรมดาๆ จะหาเงินล้านได้

ข้อนี้ผมจะบอกว่า ความเชื่อที่ว่ามนุษย์เงินเดือนธรรมดาๆนี่ว่าไม่มีทางรวยน่ะมันไม่จริง

คุณรวยได้... ใช่ รวยได้จริงๆ แต่มันต้องมีวิธีซักหน่อย

ซึ่งผมมีวิธีที่ทำได้แน่นอน 100% มาฝาก เอ้าจริงดิ!

ถ้าคุณ ไม่เก่งโคตรๆ ไม่มีกิจการเป็นของตัวเอง ไม่ถนัดสร้างนวัตกรรมที่เป็นประโยชน์กับคนมากมาย

ผมขอเสนอเพียงอย่างเดียวที่คุณต้องมี นั่นคือ "ความอึด"

วิธีนี้เป็นวิธีที่พื้นฐานมากๆๆๆๆ ก่อนที่จะต่อยอดไปยังเรื่องอื่นนั่นคือ



คุณต้องเริ่มเก็บตังทีละนิดๆ ในเมื่อเราไม่เก่ง แต่ต้องไม่ลืมพัฒนาทักษะในสายอาชีพที่เราทำ

เพราะถ้าเราทำงานซ้ำๆเดิมๆ แน่นอน ไม่มีใครเขาอยากขึ้นเงินเดือนให้เราหรอกครับ ดังนั้น

ไม่ว่าจะทำงานผ่านไปกี่ปี ถ้าคุณยังทำงานได้เท่าเดิม การที่คุณจะได้เงินเดือนเท่าเดิมย่อมไม่แปลก



ทั้งนี้ทั้งนั้นเราต้องใช้เวลาในการเก็บออมเงินของเราครับ

อันดับแรกเลย สมมติว่าเราเริ่มเก็บเงินปีแรก ผมขอเสนอเบาๆ เดือนละ 1,000 บาท

ตัวเลขนี้คงไม่ยากเกินไปใช่ไหมครับ

แล้วปีถัดๆมา เราก็เก็บเพิ่มขึ้นต่อเดือน ปีละ 1,000 บาท ต่อให้เราเก็บเงินเฉยๆ

เราก็จะมีเงิน 1 ล้านบาทในปีที่ 13 ดังตารางด้านล่างครับ ง่ายไหมครับ ??

ตารางข้างล่างคือผลตอบแทนตาม % ต่างๆครับ 

โดยมีเงื่อนไขคือเราต้องเอาดอกเบี้ยจากการลงทุน ไปลงทุนต่อเพื่อทบต้นเรื่อยๆ

ซึ่งอย่างที่ผมแนะนำมาโดยตลอดว่าเราไม่ควรฝากเงินที่อัตราดอกเบี้ยทีน้อยกว่า 5%

เพราะเงินมันจะไม่โตไปกว่าเงินเฟ้อ ซึ่งเฟ้อประมาณปีละ 2.5-3%




เอาล่ะ ถ้าใครกล้าลงทุนหน่อย ก็ไปหาการลงทุนที่ให้ผลตอบแทน 5% 10% 15% เช่น พันธบัตร ตราสารหนี้ กองทุนต่างๆ ที่ให้ผลตอบแทนประมาณ 10% ต่อปี ซึ่งผมขอบอก่ามีเยอะแยะ ตัวอย่างที่แนะนำเป็นประจำคือกองทุนกรุงศรีหุ้นปันผล หรือ KFSDIV ที่ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยประมาณ 13% ต่อปีเลยทีเดียว

ซึ่งคนที่ไม่เคยศึกษาเรื่องการเงินย่อมไม่รู้ ผมต้องขอบอกว่า ผมเองก็ไม่ได้เก่งอะไร (แต่ผมอึดนะ) 
ผมก็เพิ่งมาอ่าน เพิ่งมาศึกษาแล้วก็เพิ่งรู้เมื่อไม่กี่ปีมานี้เอง และไม่อยากให้ต้องมาปล่อยเวลาให้มันผ่านไปเฉยๆ เท่านั้นเอง

บางคนอาจจะบอกว่า โห ต้อง 20 ปีเลยเหรอกว่าจะรวยได้ 

เชื่อผมเถอะ 20 ปี ถ้าเราไม่ทำอะไรเลย มันก็ต้องผ่านไปอยู่ดี 
ดังนั้นเราเอาเวลามาเก็บเงินแล้วลงทุนดีกว่ามั้ย

ทีนี้เรามาดูเฉพาะดอกเบี้ยกันดีกว่า



เราก็พบอีกว่า เฉพาะดอกเบี้ยนั้นก็จะโตขึ้นเรื่อยๆในแต่ละปี

สมมติอีกว่าถ้าเราคิดว่า เราหาเงินมา 20 ปีแล้ว และเราจะไม่ฝากเงินอีกต่อไปแล้ว เรามาดูกันว่า

ในปีที่ 20 นั้น ที่ผลตอบแทนตาม % ต่างๆ จะสร้างรายได้ให้กับเราต่อปี และ ต่อเดือนเป็นเท่าไหร่

ข้อมูลตามตารางข้างล่างเลยครับ




จะเห็นได้ว่า ถ้าเราเก็บเงินมากขึ้นเรื่อยๆต่อเดือน ปีละ 1,000 บาท

ที่ปีที่ 20

ถ้าเราถือเป็นเงินทิ้งไว้ ไม่ลงทุนอะไรเลย เราจะมีเงินทั้งสิ้นจำนวน 2,520,000 บาท
ถ้าเราลงทุนในอัตราดอกเบี้ย 3% จะมีเงินทั้งสิ้น จำนวน 3,162,712 บาท
ถ้าเราลงทุนในอัตราดอกเบี้ย 5% จะมีเงินทั้งสิ้น จำนวน 3,709,251 บาท
ถ้าเราลงทุนในอัตราดอกเบี้ย 10% จะมีเงินทั้งสิ้น จำนวน 5,676,330 บาท
ถ้าเราลงทุนในอัตราดอกเบี้ย 15% จะมีเงินทั้งสิ้น จำนวน 8,998,531 บาท (เกือบ 10 ล้านเลยทีเดียว)

สิ่งที่ผมจะให้มองต่อไปคือเราต้องห้ามเสียเงินต้น ดังนั้นเงินที่เราสะสมได้ห้ามเอามาใช้

ใช่ครับ ห้ามเอามาใช้

เราจะใช้เพียงแต่ดอกเบี้ยที่เงินนั้นสร้างให้เรา

ซึ่งเรียกกันว่า การให้เงินทำงาน หรือ money making machine ก็ได้ครับ

ถ้าเราลงทุนในอัตราดอกเบี้ย 3% จะมีเงินดอกเบี้ยให้ใช้ต่อเดือน จำนวน 7,906 บาท
ถ้าเราลงทุนในอัตราดอกเบี้ย 5% จะมีเงินดอกเบี้ยให้ใช้ต่อเดือน จำนวน 15,455 บาท
ถ้าเราลงทุนในอัตราดอกเบี้ย 10%  จะมีเงินดอกเบี้ยให้ใช้ต่อเดือน จำนวน 47,302 บาท
ถ้าเราลงทุนในอัตราดอกเบี้ย 15%  จะมีเงินดอกเบี้ยให้ใช้ต่อเดือน จำนวน 112,481 บาท

นั่นแหละครับ เงินที่จะสร้างเงินเดือนให้เราตลอดไปจนตาย หลักการง่ายๆแค่นี้เองครับ

ข้อสำคัญคือเราต้องสร้างเงินต้นให้เยอะที่สุดเท่าที่จะเยอะได้ จะกำหนด 10 ปี 20 ปี 30 ปี 40 ปี

ก็แล้วแต่ความพึงพอใจเลยครับ

ประเด็นคือ คุณต้องมีเงินมากพอที่จะสร้างเงินที่เลี้ยงเราได้จนวันตาย โดยห้ามใช้เงินต้น





เอาล่ะทีนี้ถ้าคิดว่าตารางแรกมันยากเกินไป ผมเปลี่ยนให้คุณใหม่ 

อ่ะๆๆ เก็บเงินเดือนละ 500 ก็พอ แล้วก็เก็บเพิ่มขึ้นทุกๆปี โดยขึ้นปีใหม่ 

เราก็เก็บเพิ่มขึ้น 500 บาทต่อเดือน แต่ครั้งนี้ถ้าเราเก็บเงินได้น้อยผมจำเป็นต้องขยายจำนวนปี

จาก 20 ปีเป็น 30 ปีครับ ทีนี้มาดูผลตอบแทนกัน ตามตารางข้างล่าง




 เฉพาะดอกเบี้ยที่เราจะได้ จะเป็นดังนี้ครับ


เมื่อครบ 30 ปีเราก็จะมีเงินตามตารางข้างล่างครับ


ผมขออธิบายซ้ำอีกรอบเพื่อความกระจ่างนะครับ

ที่ปีที่ 30

ถ้าเราถือเป็นเงินทิ้งไว้ ไม่ลงทุนอะไรเลย เราจะมีเงินทั้งสิ้นจำนวน 2,790,000 บาท
ถ้าเราลงทุนในอัตราดอกเบี้ย 3% จะมีเงินทั้งสิ้น จำนวน 3,914,552 บาท
ถ้าเราลงทุนในอัตราดอกเบี้ย 5% จะมีเงินทั้งสิ้น จำนวน 5,009,860 บาท
ถ้าเราลงทุนในอัตราดอกเบี้ย 10% จะมีเงินทั้งสิ้น จำนวน 9,962,266 บาท
ถ้าเราลงทุนในอัตราดอกเบี้ย 15% จะมีเงินทั้งสิ้น จำนวน 21,618,018 บาท (ทะลุ 10 ล้านเลยทีเดียว)

สิ่งที่ผมจะให้มองต่อไปคือ เหมือนเดิม เราต้องห้ามเสียเงินต้น

ดังนั้นเงินที่เราสะสมได้ห้ามเอามาใช้

ใช่ครับ ห้ามเอามาใช้

เราจะใช้เพียงแต่ดอกเบี้ยที่เงินนั้นสร้างให้เรา

ซึ่งเรียกกันว่า การให้เงินทำงาน หรือ money making machine ก็ได้ครับ

(ตั้งใจเขียนซ้ำเพื่อความเข้าใจ 555)

ถ้าเราลงทุนในอัตราดอกเบี้ย 3% จะมีเงินดอกเบี้ยให้ใช้ต่อเดือน จำนวน 9,786 บาท
ถ้าเราลงทุนในอัตราดอกเบี้ย 5% จะมีเงินดอกเบี้ยให้ใช้ต่อเดือน จำนวน 20,874 บาท
ถ้าเราลงทุนในอัตราดอกเบี้ย 10%  จะมีเงินดอกเบี้ยให้ใช้ต่อเดือน จำนวน 83,018 บาท
ถ้าเราลงทุนในอัตราดอกเบี้ย 15%  จะมีเงินดอกเบี้ยให้ใช้ต่อเดือน จำนวน 270,225 บาท

นี่แหละครับ วิธีการสร้างเงินเดือนของเราในอนาคตจากเงินของเราเอง

ขอเพียงแค่คุณมีวินัย ความเข้าใจในการหาที่ๆสร้างผลตอบแทนตาม % ต่างๆ และ ความอึด

คุณก็จะสามารถสร้างเงินล้านและนำมันมาสร้างเป็นเงินเดือนที่เลี้ยงเราไปจนตายได้

โดยไม่มีสิทธิ์เลิกจ้างเราหรือเบี้ยวไม่ยอมจ่ายเงินเดือนให้เราได้ ให้กับเราตลอดชีวิต

ง่ายป่ะครับ!!

วันอาทิตย์ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2558

ตอนที่ 19 : เกมเศรษฐี!!



ผมเชื่อว่าหลายๆคนคงจะเคยเล่นเกมเศรษฐีกันมาบ้างแล้ว ไม่ว่าจะเป็น Monopoly สมัยก่อน หรือถ้าเป็นสมัยนี้ต้อง Get Rich เกมเศรษฐีของทาง Line ซึ่งโด่งดังมากๆในขณะนี้

ที่ผมเขียนเรื่องนี้เพราะอะไร ?

ผมจะบอกว่าเราทุกคนต่างก็เคยเล่นเกมเศรษฐีมาและทุกคนที่เล่นเกมนี้ผมก็เชื่ออีกว่าเพื่อที่จะบรรลุเป้าหมายเดียวของเกม นั่นก็คือการได้เป็นเศรษฐีและเอาชนะคู่แข่งให้ล้มละลายหมดตัว!! (แต่ชีวิตจริงเราไม่ควรไปทำให้ใครหมดตัวนะ)

ในเกมนั้นสอนให้เราเอาเงินสด ไปซื้อเป็นที่ดิน พอเราเดินตกที่ดินของเราอีกรอบ เราก็จะสามารถซื้อบ้าน หรือสร้างโรงแรมได้ เมื่อคนอื่นมาตกที่ของเรา เราก็จะได้เงินจากการเข้ามาพักอาศัยของคนที่มาตก แล้วเราก็นำเงินนั้นไปลงทุนซื้อโรงแรมหรือซื้อที่ดินราคาแพงๆ เพื่อที่จะได้สร้างรายได้ที่มากกว่าเดิมต่อๆไป จนเรากลายเป็นผู้ชนะ มีที่ดินหมดทั้งกระดาน

อุปสรรคต่างๆในเกมก็เช่น เราอาจจะซวยต้องไปซื้อเรือยอช หรือซื้อของราคาแพงๆ ซึ่งการตกช่องเหล่านี้เรามักจะเซ็งเพราะเราต้องการเอาเงินที่เราเก็บไว้นั้นไปซื้อที่ดิน บ้าน หรือโรงแรมมากกว่า

แน่นอนว่าทุกคนรู้ว่าถ้าเรายิ่งมีที่ดินในครอบครองมากๆ เราก็จะยิ่งมีโอกาสเป็นผู้ชนะในเกมนี้นั่นเอง

แต่ในชีวิตจริง เรากลับทำตรงข้าม...

คนส่วนใหญ่ที่ไม่รวยเอาเงินไปซื้อสิ่งของที่ไม่ก่อให้เกิดมูลค่าในอนาคต  ยิ่งซื้อค่าของมันยิ่งลง  มูลค่าทางการลงทุนที่ยิ่งลดลงตามวันเวลาที่ผ่านไป มันก็คือการซื้อขยะดีๆนี่เอง

ดังนั้นจึงไม่แปลกที่คนทำงานทั้งชีวิตแล้วยังไม่รวย เพราะวิธีคิดมันผิดไง!!

ลองกลับไปเล่นเกมเศรษฐีกันอีกครั้ง เพราะเมื่อวันเวลาผ่านไปเราอาจจะลืมไปว่า เกมเศรษฐีนั้นมันเล่นยังไง 

อย่าเอาแต่สร้างแลนด์มาร์คแค่ในเกม 

มาลองสร้างแลนด์มาร์คในชีวิตจริงกันดีกว่า

และสุดท้าย!! อย่าบอกนะว่าคุณไม่เล่นเกม...









วันศุกร์ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2558

ตอนที่ 18 : กรณีศึกษาหุ้น JAS !?


เรามาลองวิเคราะห์หุ้น JAS กันดีกว่าว่าเกิดอะไรขึ้น ?

ก่อนอื่นเลยผมขอออกตัวไว้ก่อนนะครับว่าไม่ได้ได้ประโยชน์หรือเสียประโยชน์อะไรจาก JAS นะครับ ที่หยิบมายกตัวอย่างบ่อยๆเพราะว่าช่วงนี้ หุ้นตัวนี้มันมีอะไรให้น่าเอามาเป็นตัวอย่าง ดังตอนที่ผ่านมาก็คือ ตอนที่ 13 : เงินปันผล 16% เฮ้ย มีจริงดิ !! ที่ผ่านมา และ ในตอนที่ 18 ซึ่งก็คือบทความนี้นั่นเอง เราจะสังเกตว่า ตอนที่ผมเขียนตอนที่ 13 นั้นราคาหุ้น JAS เริ่มพุ่งขึ้นทะลุจาก 7 บาทไปยัง 9 บาทเลยทีเดียว แต่ทำไมวันนี้ราคาหุ้นจึงตกเหลืออยู่ที่ 6.95 บาท หรือลดลงมาจากราคาปิดเมื่อวาน คือ 8.65 บาท (-19.65%)

อันดับแรกผมขอบอกก่อนนะครับว่าผมไม่ได้ลงทุนหุ้นหรือเล่นหุ้นตามข่าว ซึ่งถ้าเล่นตามข่าว ถ้ามันเป็นข่าวจริง ผมไม่เถียงว่ามันอาจจะดีนะ แต่คุณต้องเป็นคนแรกๆที่รู้ข่าวนั้น เราจะมั่นใจได้ยังไงว่าเราจะไม่เป็นคนที่ได้รู้ข่าวนั้นช้าไป ซึ่งถ้าเราเล่นหุ้นตามข่าว เราก็ต้องติดตามข่าวสารนั้นไปตลอดชีวิต แต่การที่เอาข่าวมาเป็นส่วนหนึ่งในการวิเคราะห์เช่นดูเทรน ดูตลาด ดู GDP ดูข่าวเศรษฐกิจ ก็จะพอเป็นตัวช่วยในการวิเคราะห์หุ้นได้บ้าง ที่สำคัญคือต้องกรองให้ดีว่าอันไหนจริง อันไหนไม่จริง

สำหรับผมดูตามข้อมูล แล้วจะสรุปออกมาให้ฟังนะครับ แต่ข้อมูลเหล่านี้คือสิ่งที่ผมมองครับ ซึ่งผมก็ไม่ใช่นักวิเคราะห์อะไร ซึ่งมันอาจจะถูกหรือผิดก็ได้ครับ ผมจะสรุปตามข้อมูลที่มีคือผลประกอบการ และ ข้อมูลสิทธิ์ประโยชน์ ที่เราพอจะมีเป็นข้อมูลนะครับ

ประเด็นที่ 1  มองที่ JAS เองนั้นก็ได้ประกาศ XD โดยขึ้นเครื่องหมายวันที่ 5 มีนาคม 2558 ครับ โดยบอกว่าจะปันผล 1.5 บาทต่อหุ้น จุดนี้แปลว่าถ้าใครซื้อหุ้น JAS ก่อนวันที่ 5 มีนาคม ก็จะได้รับปันผลนี้ ส่วนใครซื้อหุ้นภายในวันที่ขึ้นเครื่องหมาย XD ก็จะไม่ได้รับปันผลนั่นเอง ในส่วนนี้คนที่เคยถือหุ้น JAS คิดว่าราคานั้นสูงแล้ว และได้รับปันผลแล้ว จึงทยอยขายออกไป นอกจากนี้ยังมี XD รอบ 2 ให้ลุ้นว่าหุ้นจะขึ้นอีกเล็กน้อยก่อนวันที่ 11 มีนาคมด้วย ซึ่งผมคาดว่าหุ้นอาจจะขึ้นเล็กน้อยและในวันที่ 11 ก็จะลงอีก เพราะมีคนที่ถือรอจนถึงวันนั้นแล้วขายออกไป

สำหรับประเด็นแรกผมวิเคราะห์เฉพาะตัว JAS เท่านั้น

ประเด็นที่ 2 เรามาลองดูตลาดรวมกันบ้างว่าเป็นอย่างไร

ถ้าเราดูตาม SET ปรากฎว่าช่วงนี้มีการเทขายหุ้นครับ

แน่นอนว่ากลุ่มสื่อสารก็เช่นกัน


ทีนี้เรามาดู JAS กันบ้าง

ถ้าเรามองภาพใหญ่ จะเห็นว่า SET ลง กลุ่มสื่อสารหรือ ICT ลง และ JAS ก็ลง

สำหรับผมเองมองว่า ตลาดโดยรวมมันเป็นขาลง นักลงทุนเทขายหุ้นออกไปค่อนข้างเยอะ โดยสังเกตจาก RSI ที่เป็นเครืองมือทางเทคนิค เข้าใกล้ 30 นั่นหมายความว่า สภาพตลาดตอนนี้ใกล้เข้า สถานะ "ขายมากเกินไป" แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นมันไม่ได้แปลว่า ตลาดจะไม่ลงไปต่อนะครับ

รวมถึงตัว JAS เอง RSI ก็แตะ 30 แล้ว ซึ่งถ้าเรามองจากพื้นฐานของกิจการที่ดีมาโดยตลอด ก็ถือว่าเป็นช่วงที่ดีสำหรับนักลงทุนระยะยาวที่จะเริ่มเข้ามาเก็บหุ้นตัวนี้ ถ้ามองว่า มันลงเพราะตลาด ไม่ใช่เพราะกิจการ ซึ่งผมก็คิดว่ามันน่าจะเป็นไปตามที่ผมมอง เพราะตัวกิจการเองก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร

หรือถ้าใครคิดว่ารอผลประกอบการไตรมาสล่าสุดออกก่อนก็ยังได้ครับ และตรงนี้ก็ยังเป็นเหมือนจุดเริ่มที่กำลังลง ทางที่ดีคือเราอาจจะแบ่งเงินเป็น 2 กอง โดยกองแรกเข้าไปซื้อก่อน แล้วที่เหลือค่อยตามเก็บ อาจจะเก็บเบาๆช่วงนี้และรอให้ตลาดปรับตัวเป็นขาขึ้น ค่อยเก็บอีกครั้งก็ยังไม่สายครับ

ผมเองค่อนข้างเชื่อมั่นเกี่ยวกับการลงทุนระยะยาวครับสำหรับปัจจัยในครั้งนี้ถือเป็นโอกาสที่ดีในการเก็บหุ้นพื้นฐานดีสะสมในพอร์ตของเราครับ โดยอยากจะทยอยเก็บอย่างที่ผมบอกก็ได้ หรือใครที่เล่นสั้น ก็รอสัญญาณซื้อเข้ามาแล้วค่อยทำการซื้อในจังหวะนั้นเพื่อเก็งกำไรต่อไปก็ได้ ซึ่งทั้งหมดนี้ก็เป็นมุมมองของผมที่เป็นมือใหม่นะครับ ซึ่งอาจจะถูกอาจจะผิดก็ได้ และไม่ได้ชี้นำให้ซื้อหรือไม่ซื้อนะครับ ขอให้ใช้วิจารณญาณในการตัดสินใจครับ

โชคดีครับทุกท่าน

สำหรับท่านที่สนใจดู Technical Analysis เบื้องต้น กับการใช้กราฟ Aspen ก็สามารถดูได้ที่นี่เลยครับ

วันพฤหัสบดีที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2558

ตอนที่ 17 : รวมคลิป investment by coalapanda


ทั้งหมดจะเป็นคลิปที่ผมได้ทำไว้เพื่อสอนเพื่อนๆ น้องๆมือใหม่ที่สนใจเกี่ยวกับการลงทุนครับ ซึ่งขณะนี้จะมีอยู่ทั้งหมด 4 ตอนด้วยกัน ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นความรู้การลงทุนเบื้องต้นนะครับ ถ้าหากใครสนใจก็ลองศึกษาได้ครับ

1.investment 101 ทำความเข้าใจเรื่องการลงทุนกันเถอะ
https://www.youtube.com/watch?v=DCOffbygR_8


investment 102 เริ่มต้นวิเคราะห์งบการเงินอย่างง่ายๆ 
https://www.youtube.com/watch?v=8qSpaI2vqus

investment 103 Technical Analysis เบื้องต้น
https://www.youtube.com/watch?v=FuDMQaUKXuQ


investment 103 Technical Analysis เบื้องต้น
https://www.youtube.com/watch?v=FuDMQaUKXuQ


วันพุธที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2558

ตอนที่ 16 : หุ้นตัวแรกที่ผมซื้อ ??

ผมเริ่มต้นซื้อหุ้นจาก...

เงินก้อนแรกที่ผมเริ่มลงทุนนั่นคือเงินจำนวน 5,000 บาท ซึ่งผมมั่นใจว่ามันเป็นเงินเย็นแน่ๆ 

จริงๆแล้วเงิน 5,000 บาทนี้ผมค่อนข้างภูมิใจมากนะ เพราะมันมาจากการขายไอเทมในเกม!!

อ่าวๆๆ เล่นเกมแล้วขายเงินจริงนี่หว่า  (ไหนเอ็งบอกว่าอยู่สายสีขาวตลอดไง ทำไมเอ็งเจือกไปขายไอเทมในเกมวะๆๆ)

อ๊ะๆ ใจเย็นๆครับ เงิน 5,000 บาทในตอนนั้นผมได้มาจากการขายไอเทมเกมนึงซึ่งเขาเปิดให้สามารถซื้อ-ขายเงินจริงกันได้อย่างเสรี นั่นคือ Real Money Auction House ของเกม Diablo 3 ครับ (ตอนนี้ระบบนั้นปิดไปแล้ว เนื่องจากทาง Blizzard ค่ายเกมบอกว่า มันทำให้คนไม่พยายามเลย ประมาณว่ามีเงินก็เทพได้แล้ว เขาเลยตัดสินใจเอาระบบนี้ออกไป)

ผมค่อนข้างมีความภาคภูมิใจกับการได้เงินประเภทนี้มาครับ ไม่ทราบว่าเพราะอะไร เอาเป็นว่าช่างมันเถอะ!! 

ซึ่งเงินก้อนนี้ผมก็ได้มาฟรีๆ ถ้ามันจะหายไปกับการลงทุนก็ช่างมันปะไร!!

กลับมาเรื่องหุ้นกันต่อ...

ผมศึกษาหาหุ้นดีที่จะเริ่มลงทุนตัวแรกอยู่ก็นาน ในที่สุดผมก็เลือกกิจการนึงครับ ที่ผมมั่นใจว่าผมอยากเป็นเจ้าของกิจการมันจริงๆ เพราะนักลงทุนผู้ประสบความสำเร็จอย่างวอร์เรน บัฟเฟตต์ได้กล่าวไว้ว่าให้ซื้อหุ้น เหมือนกับซื้อกิจการ คือซื้อเพราะเราอยากจะเป็นเจ้าของกิจการนั้นๆจริงๆ แล้วก็ถือมันยาวไปชั่วชีวิต ไม่ใช่หวังเพียงแค่การขึ้นลงของราคาและทำกำไร

ผมคิดวนอยู่ประมาณ 1 สัปดาห์ ว่า...
  • กิจการอะไรน้อ ที่คนต้องใช้ทุกๆวัน
  • กิจการอะไรที่อย่างน้อยอีก 10 ปี 30 ปี มันก็น่าจะยังอยู่นะ
  • กิจการอะไรที่ต่อให้วิกฤตเศรษฐกิจ คนก็ยังจำเป็นต้องใช้มัน
  • กิจการอะไรที่จำเป็นต่อชีวิตประจำวันของเรา
ระหว่างที่ผมคิดไปคิดมา ผมก็ได้ยินเสียงประกาศ "สถานีต่อไป อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ..."

อ้อ....กิจการนี้อยู่ไม่ไกลจากตัวผมตอนนั้นเลย

BTS คือคำตอบ!!


ผมอยากเป็นเจ้าของ BTS เพราะ...
  • ผมคิดว่า มันต้องอยู่ได้อีก 10 ปี หรือ 30 ปี ยังไงคนก็น่าจะยังต้องใช้ BTS
  • คนแน่นตลอด วันนั้นที่ผมขึ้น คนก็แน่น
  • พนักงานออฟฟิตหนุ่มสาว ใช้ BTS แน่นอน เพราะมันจำกัดเวลาได้!!
  • มีคอนโดเกิดขึ้นรอบๆ BTS มากมายในช่วงนั้น
  • ราคามันแพงจังเลย (แต่คนก็ยังขึ้น) และดูเหมือนมันจะขึ้นราคาได้ไม่ยากด้วย (สมัยที่ผมซื้อ ตัวเลขยังลงท้ายด้วย 5 และ 0 ตอนนี้ปรับราคาขึ้นมาและมีลงท้ายด้วย 2 แทน สถานีไกลสุดคือ 52 บาท จากเดิม 40 บาท)
แล้วผมจะรออะไรล่ะ!!

จัดเลยสิ BTS เต็มพอร์ต 500 หน่วย เป็นเงิน 4,000 บาท พอดี (พอดีตรงไหน เหลือ 1,000 บาทสิ!!)

และแล้วผมก็จัด BTS มา 500 หน่วย รวมค่าคอมมิชชั่นนิดหน่อย เลยเป็น 4,000 กว่าบาท

พอร์ตแรกของผมเปิดกับกสิกรไทย เลยโดนค่าธรรมเนียมอีก 50 บาทด้วย T^T

ผมไม่ได้บอกว่ากสิกรไทยไม่ดีนะครับ เพียงแต่ว่าผมมารู้ทีหลังว่า หลักทรัพย์บัวหลวง นั้นไม่เสียค่าธรรมเนียมตรงนี้

หลังจากนั้นมาผมก็เลยเลิกเทรดพอร์ตกสิกรไทยอีกเลย... เพราะผมเสียดาย 50 บาทต่อวันที่ทำการเทรดครับ

หลายๆคนอาจจะคิดว่ามันน้อยนะ แต่เงินผมน้อยครับ ผมก็เลยค่อนข้างห่วงเรื่องนี้อย่างน้อยก็ค่าข้าว 1 มื้อล่ะนะ อิอิ

หลังจากนั้นผ่านมา 2 ปี

กิจการตัวแรกที่ผมเลือกเองก็ยังคงสร้างกำไรอย่างต่อเนื่องและปันผลที่ดี รวมถึงราคาหุ้นที่ขยับจาก 8 บาท ไปยัง 10.xx บาท แม้ว่าตอนนี้จะเหลือ 9.6x ก็ตาม แต่ไม่เป็นไร ผมคิดว่ามันยังคงเติบโตได้ดีเรื่อยๆ  และผมก็ยังคงถือมันต่อไปเรื่อย...

ผมจะยังคงถือมันไว้ ตราบใดที่ผมเข้าไปทำธุระในเมืองแล้วต้องไปเบียดเสียดคนบน BTS 

นี่คือหุ้นตัวแรกของผมครับ...

วันจันทร์ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2558

ตอนที่ 15 : ถ้าไม่เข้าใจหุ้น ลงทุนในกองทุนดีกว่า

เริ่มต้นลงทุนในกองทุน ไม่ยาก


อย่างที่ผมได้เคยบอกไปในหลายๆตอนที่ผ่านมานะครับ ผมเน้นย้ำเสมอว่าการลงทุนมันมี 3 ตัวแปร ที่สำคัญมากๆนั่นก็คือ
  • เงินทุน
  • ผลตอบแทน
  • ระยะเวลา
และที่สำคัญเราควรจะเป็นนักลงทุนระยะยาว เพราะถ้าในระยะยาวไม่ว่าจะเป็นกองทุนหรือหุ้นจะให้ผลตอบแทนที่ดีเสมอ (ประมาณ 10-13% ต่อปี)

สำหรับตัวอย่างที่ผมยกมาก็คือกองทุนเปิด KFSDIV หรือ กรุงศรีหุ้นปันผลของธนาคารกรุงศรีนะครับ

ถ้าเราสังเกตดูประวัติการจ่ายปันผล จะพบว่ากองทุนนี้เริ่มจ่ายตั้งแต่ปี 2551 จนถึงปีล่าสุดคือปี 2558 ซึ่งรวมแล้ว 12.85 บาท และที่สำคัญราคาตอนนี้คือ 12.71 บาทเท่านั้นเอง

แปลว่าถ้าเราซื้อกองทุนนี้มาตั้งแต่ปี 2551 เราก็ได้ทุนคืนแล้วครับ 

เพราะว่าราคาเฉลี่ยปี 2551 คือ 9.14 บาท ครับ ปันผลรวม 12.85 บาท นั่นหมายถึงเรากำไรไปแล้ว 3.71 บาท หรือคิดเป็น 140.6% เลยครับ

แต่เราไม่สามารถย้อนกลับไปซื้อกองทุนในปี 2551 ได้ ซึ่งผมเองก็ได้วิเคราะห์กองทุนตัวนี้แล้ว

และพบว่ามันให้ผลตอบแทนเฉลี่ยอยู่ที่ 13.21% ต่อปีครับ

แปลว่าเราซื้อวันนี้ มันจะคืนทุนใน 7.57 ปีครับ

สำหรับปีที่เหลือเราก็ไม่ต้องทำอะไรกับเงินทุนของเราเลยครับเพียงแต่ปล่อยให้มันทำหน้าที่เป็นเครื่องผลิตเงินให้เราต่อไปเรื่อยๆเท่านั้นเองครับ

ถ้าเรามองในมุมมองของคนที่ต้องการอิสรภาพทางการเงิน (อยู่เฉยๆก็ได้เงินจากปันผลเลี้ยงเราไปตลอดชีวิต)

สมมติว่าเรามีเงินทุน 2 ล้านบาท ลงทุนในกองทุนนี้ เราจะได้ปันผลต่อปีคือ

2,000,000*13.21% = 264,200 ต่อปี หรือคิดเป็น 22,016 บาทต่อเดือนครับ

ถ้าใครใช้เงินไม่เกิน 22,016 บาทต่อเดือนก็นับว่า เราสามารถสร้างอิสรภาพทางการเงิน ด้วยเงินเพียง 2 ล้านบาท ได้แล้วนั่นเอง

เห็นไหมว่าอิสรภาพทางการเงินของเรา ราคาถูกกว่าการซื้อเบนซ์หรือมินิ 1 คันซะอีกนะ อิอิ

สิ่งสำคัญนะครับ

รวยง่ายๆ รวยเร็วๆนั้นไม่มีจริงครับ

แต่รวยนานๆ รวยโคตรๆ อันนี้มีจริง จากการที่เราลงทุนแล้วก็ถือมันไปนานๆนั่นเองครับ

โชคดีครับ!


ศึกษาเพิ่มเติมได้ที่ http://www.wealthmagik.com/FundInfo/FundPerformance-0C00001L0D-EQF-F000000ROP-KFSDIV-%E0%B8%81%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B8%B8%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B8%E0%B8%87%E0%B8%A8%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%AB%E0%B8%B8%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%9B%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%9C%E0%B8%A5

วันพฤหัสบดีที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

ตอนที่ 14 : กิจการที่ดี Vs กิจการที่แย่

มีกิจการแย่ๆบ้างไหม ?

ที่ผ่านๆมา ผมค่อนข้างเขียนถึงข้อดีของการลงทุน 
ซึ่งจริงๆการลงทุนมันก็ดีทั้งนั้นแหละ (เอ๊ะยังไง ?)

อ้าวแล้วทำไมบางคนลงทุนในหุ้นแล้วถึงเจ๊งหรือหมดตัวล่ะ ?

ผมขออธิบายในฐานะมือสมัครเล่นเท่าที่เข้าใจให้ฟังนะครับ

การลงทุนมันดีจริง เริ่มก่อนมีสิทธิ์ก่อน 
เพราะตัวแปรหนึ่งที่สำคัญก็คือเวลา ผมจึงอยากให้ทุกคน "ลงทุน"

ประเด็นคือ "เวลา" เมื่อมันผ่านไปแล้วเราไม่สามารถเอามันกลับมาได้

การลงทุนในบริษัทที่ดี (เติบโตอย่างน้อย 15%) เมื่อเวลาผ่านไปบริษัทก็จะเติบโต
ตามผลประกอบการ ของบริษัทนั้นๆ

แต่กรณีที่บริษัทมันแย่ เวลาที่ผ่านไปก็จะ "ทำร้าย" เงินลงทุนของเราได้เช่นกัน

สิ่งที่สำคัญที่ผมย้ำมาตลอดก็คือ ลงทุนในบริษัทที่ดี และ ถือมันไปตราบนานเท่านาน

เราอาจจะเห็นราคาหุ้นเด้งจาก 1 บาท กลายเป็นราคา 100 บาท ก็ได้ ในกิจการที่ดี

สำหรับกิจการที่แย่ เราก็อาจจะเห็นหุ้นราคา 1 บาท เด้งลงกลายเป็นราคา 0.01 บาท ก็ได้เช่นกัน

ดังนั้นความรู้ความเข้าใจจำเป็นต้องมี

ความรู้ที่ว่าอย่าเพิ่งไปคิดว่ามันยาก เพียงแต่เราต้องหัดอ่านและสังเกตให้ดีๆ

Checklist ที่ควรจะต้องสนใจและศึกษาที่ผมใช้ก็มีดังนี้
  • กิจการหรือบริษัทที่เราซื้อ เทรนมันเป็นอย่างไร อนาคตยังจะต้องใช้ไหม
  • งบการเงิน ผลกำไร ของบริษัทเป็นยังไง เติบโตอย่างต่อเนื่องมั้ย ถ้าไม่ เราก็ต้องไปเจาะลึกดูว่าเพราะอะไร
  • ช่วงวิกฤตมันจะยังรอดมั้ย บริษัทมีความสามารถที่จะกลับมาได้รึเปล่า (ตรงนี้จะได้หุ้นราคาถูก ถ้ากล้าซื้อนะ 555+)

ทีนี้เราลองมาดูกรณีศึกษาของหุ้นจริงๆกันบ้าง

หุ้นที่ว่านั่นคือบริษัท Apple และ Blackberry กันบ้าง 

โดยพิจารณากราฟราคา ระหว่างทั้งสอง



ผมรู้ว่าทุกคนต่างก็รู้ว่า ประมาณ 5 ปีก่อน คนรู้จัก Blackberry เยอะ

เพราะหนุ่มสาวต่างก็ใช้ BB ในการขอพิน ในการคุยกัน แต่สุดท้าย Apple 

ก็มาเอาชนะด้วย iphone ipad iต่างๆ นานา เป็นต้น

Apple สามารถแย่งส่วนแบ่งการตลาดไปได้และทิ้งห่างคู่แข่งอย่าง BB เรียกได้ว่าชนะขาด

และ BB ก็ไม่สามารถกลับมาได้อีกเลย 

ถ้าเราดูตามกราฟ ราคาของ Apple เป็นลักษณะของเทรนขาขึ้น (ก็เพราะคนซื้อใช้เยอะขึ้น นิยมขึ้น)

ส่วนเทรนของ BB ก็สวนทางในปีที่มันแย่อย่างชัดเจน... และยังคงแย่ต่อไปเรื่อยๆ

มันก็ดูกันแค่ประมาณนี้แหละครับ

สำหรับหุ้นไทยและประสบการณ์ตรงของผมก็เคยเจอกิจการที่เคยดี กลายเป็นแย่... และเป็นหุ้นในอุตสาหกรรมที่ผมรู้จักดีครับ

ผมชั่งใจที่จะเขียนอยู่นานครับ แต่ผมว่าผมเขียนดีกว่าเพื่อเป็นประสบการณ์ไม่ให้คนอื่นมาผิดพลาดเหมือนผมอีก ซึ่งผมจะให้ดูเฉพาะงบการเงินของบริษัทนั้น แต่ไม่ขอเอ่ยชื่อหุ้นนะครับ 




ถ้าเราสังเกตดูจะพบว่าช่วงปี 54 นั้นบริษัทเติบโตได้ดีอย่างมาก ไปจนถึงปี 55 (ราคาเติบโตขึ้น จาก 12.20 บาท ไป 14.60 บาท) และสุดท้ายเมื่อเข้าสู่ปี 56 งบการเงินของบริษัทนั้นแย่ลง ROA,ROE และ กำไรลดลง เมื่อเราดูให้ชัดอีกที ปี 57  (ราคาตกลงจาก 8.80 บาท เหลือ 3.80 บาท)เราจะพบว่า ROA ,ROE และ กำไรนั้น ติดลบ แต่ยังคงมีการจ่ายปันผลอยู่ (เป็นไปได้ไง เอาตังค์ที่ไหนมาจ่าย ?)

สำหรับหุ้นตัวนี้สำหรับผมเองก็ขอวิเคราะห์ว่าเพราะว่าเป็นบริษัทขนาดใหญ่ และพื้นฐานการบริโภคของลูกค้านั้นเปลี่ยนไปจึงทำให้เข้าข่ายว่าพื้นฐานของบริษัทเปลี่ยนไป เป็นหุ้นที่ต้องเฝ้าระวังและหากคิดว่ากิจการหรือบริษัทเหล่านี้ไม่สามารถกลับมาเป็นผู้นำด้านธุรกิจได้อีกต่อไป ทางออกเดียวคือ ต้องยอมขายทิ้งทุกราคา โดยไม่ต้องรอให้ราคาหุ้นเหลือ 0.01 บาทครับ สำหรับผมเอง ก็ได้ขายหุ้นนี้ทิ้งไปแล้วขณะที่ขาดทุนช่วงนั้นประมาณ 60% ครับ (แต่โชคดีที่ผมซื้อไว้ขำๆเพียง 100 หน่วยเท่านั้น ท่ามกลางเสียงคัดค้านจากคนรอบตัวผมครับ ซึ่งมันก็เป็นจริงตามนั้น และบทเรียนครั้งนี้ผมก็ไม่ได้เสียหายอะไรมากครับ 555+)

สรุปสุดท้ายคือ ต้องมองเทรนของบริษัทหรืออุตสาหกรรมนั้นๆให้ออกว่าอนาคตจะเป็นยังไง 10 ปี 50 ปี มันจะยังอยู่มั้ย แล้วจะมีอะไรที่จะทำให้เปลี่ยนแปลงให้ลูกค้านั้นหนีจากบริษัทที่เราถืออยู่ไปใช้สินค้าหรือบริการของบริษัทอื่น ไม่งั้นยิ่งลงทุนยิ่งเจ๊งแน่นอนครับ 

ขอให้ทุกท่านโชคดีครับ

ตอนที่ 13 : เงินปันผล 16% เฮ้ย มีจริงดิ !!


เงินปันผล 16% มีจริงดิ ?

ผมก็เคยสงสัยนะว่าการถือหุ้นระยะยาว เอาจริงๆแล้วขอแค่ได้เงินปันผลปีละ 3-5% นี่ก็ถือว่าโอเคแล้วนะเพราะว่าสุดท้ายเงิน 3-5% เมื่อเรานับมาลงทุนต่อ มันก็จะกลายเป็นเงินต้นที่ถูกรวมไปปันผลในปีหน้าๆอีก 3-5% ทบต้นไปเรื่อยๆ สำหรับผมแล้วก็ยังคงตามคอนเซปต์เดิมอย่างที่เคยพูดไว้ตลอดคือนักลงทุนระยะยาว ต้องหาหุ้นที่ดี แล้วอดทนถือมันไปตลอด

วันนี้ผมขอพูดถึงกรณีศึกษากับหุ้นของผมเอง นั่นก็คือ JAS ผมซื้อเมื่อช่วงกลางปี 2556 ในราคาประมาณ 8 บาท หุ้นตัวนี้ผมซื้อไม่ทันช่วงปันผลเดือนมีนาคมปี 2556 เลยไม่ได้ปันผล 0.09 บาท ณ ตอนนั้น หลังจากนั้นมาก็ผ่านปี 2557 ซึ่งเงินปันผลที่บริษัทจ่ายออกมาก็คือ 0.25 บาท/หุ้น ถ้าคิดเป็น % ก็คือผมลงทุน 8 บาท ได้ปันผล 0.25 บาท มันคือ 0.25/8*100 = 3.125% และปีนี้ ผมจะได้เงินปันผลอีก 1.5 บาทต่อหุ้น นั่นก็คือ 1.5/8*100 =  18.75%  ถ้ารวม 2 ปีที่ผมถือมาก็คือจะได้ 21.875% เลยทีเดียวนั่นแปลว่าถ้า JAS ยังคงเป็นอย่างนี้ต่อไป ผมจะคืนทุนภายในระยะเวลาประมาณ 6-8 ปีเท่านั้น!! และหลังจากนั้นผมจะสามารถถือ JAS ต่อไปได้โดยสร้างกำไรให้ผมตลอดกาล (ถ้าบริษัทมันไม่เจ๊งนะ 555+)

สำหรับพื้นฐานของกิจการ 4 ปีย้อนหลังขอวิเคราะห์ดังนี้
  • ROA/ROE เติบโตขึ้นเรื่อยๆ
  • กำไรต่อหุ้นสูงขึ้นเรื่อยๆ
  • มูลค่าทางบัญชีต่อหุ้นเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
  • เงินปันผลเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
แน่นอน ราคาหุ้นมันก็จะพุ่งไปเรื่อยๆ (ผมซื้อตอน 8 บาท ตอนนี้ 8.95 บาท ราคาเพิ่มขึ้น 11.87% ใน 2 ปี อิอิ) อย่างที่ผมได้เคยบอกไปเมื่อเราได้ซื้อกิจการที่ดี เราไม่จำเป็นต้องขายมันออกไป ตามความเชื่อของคนส่วนใหญ่ก็คือ ตลาดหุ้น เราต้องซื้อๆขายๆมัน ซึ่งสุดท้ายแล้ววอร์เรน บัฟเฟตต์ ก็ได้พิสูจน์แล้วว่าสิ่งที่มั่งคั่งที่สุดของการเข้าสู่ตลาดหุ้น ก็คือ "การลงทุนในหุ้น" นั่นเอง การลงทุนในหุ้นก็คือการซื้อหุ้นให้เหมือนกับซื้อกิจการ ซื้อแล้วก็ไม่ขายมันอีกเลย จนกว่ากิจการหรือบริษัทนั้นจะแย่ หรือมีการลงทุนอื่นๆที่ให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า

สำหรับ JAS ผมก็ถือมาโดยตลอด ซึ่งในระหว่าง 2 ปีนี้ก็มีวิกฤตที่ทำให้ราคาของ JAS นั้นลดลงอยู่ในช่วง 5 บาท (JAS ใน Port ผมตอนนั้น -37.5%) ทำให้เพื่อนผมบางคนขาย JAS ไปหมดพอร์ต  และก็ไม่ยุ่งกับมันอีก แต่สำหรับผม ผมไปเดินเล่นในห้างก็ยังพบว่า JAS นั้นก็ยังทำธุรกิจ ยังมีลูกค้ายังมีกิจการอยู่ ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่น่าจะใช่ปัญหาระยะยาวที่จะทำให้บริษัทเจ๊ง เมื่อผมวิเคราะห์ดังนั้นแล้ว ผมก็ถือมันต่อไป

สำหรับนักลงทุนระยะยาว ถ้าหากเรามั่นใจว่าบริษัทที่เราลงทุนมันสามารถกลับมาได้ ตรงนี้คือจังหวะการลงทุนที่ดี เหมือนกับการได้สินค้าราคาถูกนั่นเอง

เอาล่ะมาลองดูว่า ถ้าเกิดเราซื้อ JAS ตอน 5 บาท เราจะได้อะไรบ้าง ?

1.ส่วนต่างของราคา  JAS วันนี้ราคา 8.95 บาท ถ้าคิดก็คือเติบโตขึ้น 79% ของราคา 5 บาทในช่วงวิกฤต
2.เงินปันผล ถ้าหากเราลงทุนตอนที่ JAS ราคา 5 บาทเราจะได้เงินปันผลทั้งหมด = 0.25+1.5 = 1.75 หรือคิดเป็น 1.75/5 * 100 = 35% เลยทีเดียว 

ซึ่งเราสามารถดูได้จากข้อมูลสิทธิประโยชน์ของ JAS นั่นเอง
http://www.set.or.th/set/companyrights.do?symbol=JAS&language=th&country=TH




หลายคนอาจจะมองว่า เฮ้ย แล้วจะไปซื้อตอนไหนล่ะ เมื่อไหร่มันจะกลับมา 5 บาทอีก 

ผมขอบอกว่า ก็รอวิกฤตไง 

อย่าลืมว่าวิกฤตก็ยังคงเป็นวิกฤตอยู่เหมือนเดิม 

แต่วิกฤตจะกลายเป็นโอกาสก็ต่อเมื่อ เราเตรียมพร้อมที่จะเผชิญมัน!!

หรือถ้าหากเรามั่นใจว่า JAS จะยังคงไปได้อีก ณ ราคา 8.95 บาท กับ % ปันผลในครั้งนี้คือ 1.5 บาท

คิดเป็น 1.5/8.95*100 = 16.75% 

เราก็สามารถที่จะเลือกตัดสินใจซื้อกิจการ หรือรอเก็บช่วงโปรโมชั่น (วิกฤตและข่าวร้าย)

ก็ได้ตามแต่ที่เราต้องการ

การเล่นหุ้นมีความเสี่ยง แต่ถ้าเราเปลี่ยนการเล่นเป็นการลงทุน 

ผลลัพธ์ที่ได้ มันก็จะต่างออกไป...โชคดีครับ!!

วันพฤหัสบดีที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

ตอนที่ 12 : เริ่มต้นลงทุนในหุ้นกันเถอะ


ก่อนที่จะเริ่มต้นลงทุนเราต้องปรับความเข้าใจกันนิดนึงก่อนนะครับ
จากประสบการณ์ที่ผ่านมาของผมเวลาพูดถึงเรื่องหุ้น คนมักจะมองว่า
เฮ้ย!! 
  • ต้องมีเวลาจ้องหน้าจอตลอดเวลา 
  • ต้องเก่งเรื่องตัวเลขมากๆ 
  • ต้องดูหุ้นทุกวัน 
  • หุ้นตกคือเราลงทุนผิด
  • หุ้นขึ้นคือเราลงทุนถูก
  • มันเป็นเรื่องน่าปวดหัว
ซึ่งผมจะบอกว่า ความเชื่อเหล่านี้มันถูกครึ่งนึงเพราะว่าจริงๆแล้ว เราจะดูจอทุกวัน จะดูหุ้นทุกวัน หรือไม่มันก็แล้วแต่ครับว่าเราเลือกที่จะลงทุนแบบไหน ถ้าเราเข้าใจว่าการลงทุนแต่ละแบบแตกต่างกันอย่างไร การลงทุนในหุ้นจากที่เรามองว่ามันเป็นเรื่องที่ยากและปวดหัว เราจะมองมันเป็นเรื่องที่ง่ายมากๆได้เลยล่ะครับ

การลงทุนในหุ้นนั้นถูกแบ่งเป็น 2 ประเภท

แบ่งได้ดังนี้
  • การลงทุนระยะสั้น
  • การลงทุนระยะยาว
ในส่วนนี้เราต้องแยกให้ออก ว่าเราเหมาะกับการลงทุนแบบไหน ซึ่งแต่ละแบบนั้นก็มีข้อดี ข้อเสียต่างกันแต่สำหรับผมแล้ว อยากให้ลองทั้ง 2 แบบ ทั้งลงทุนระยะสั้นและลงทุนระยะยาว 

แต่ขอให้แบ่งเงิน 70-80% ไว้ในการลงทุนระยะยาว และแบ่งเงิน  20-30% ไว้ในการลงทุนระยะสั้นครับ ในส่วนนี้ผมจะบอกให้ฟังอีกทีในภายหลังถึงเหตุผลของการแบ่งพอร์ตการลงทุนแบบนี้อีกครั้งนึงครับ ซึ่งเราต้องเข้าใจก่อนว่าการลงทุนแต่ละแบบนั้นแตกต่างกันอย่างไร

การลงทุนระยะสั้น

  • ทำกำไรจากส่วนต่างของราคา (ซื้อถูก ขายแพง)
  • สามารถซื้อเช้า ขายบ่าย ซื้อบ่าย ขายเย็น ได้ตามแต่ราคาหุ้นที่วิ่งในแต่ละวัน
  • ต้องเฝ้าหน้าจอตลอดเวลา
  • ไม่ต้องสนใจพื้นฐานของกิจการ
  • เป็นการหารายได้แบบ Active Income เพราะเราต้องซื้อขาย ต้องตามเป็นรายวัน รายสัปดาห์
  • ต้องรู้จัก Stop Loss หรือการตัดขาดทุน กรณีที่หุ้นมันไม่ได้เป็นไปตามที่เราหวัง
  • ทักษะที่จำเป็นต้องมีสำหรับสายนี้คือ Technical Analysis (ไว้ผมจะเขียนอธิบายในตอนถัดๆไป)
  • เรียกว่าสายนี้ว่านักเล่นหุ้นหรือนักเก็งกำไร

การลงทุนระยะยาว

  • ราคาหุ้นเติบโตตามพื้นฐานของบริษัท บริษัทที่ดี เมื่อเวลาผ่านไป ราคาก็จะสูงขึ้นตามซึ่งจะทำให้เงินที่เราลงทุนไปก็จะเติบโตตามราคาหุ้น และทุกๆปีก็จะได้เงินปันผลเข้าบัญชีของเราเรือยๆ
  • ซื้อเมื่อบริษัทเหล่านั้นมีปัญหา หรืออยู่ในวิกฤต โดยเราต้องแน่ใจว่าบริษัทนั้นสามารถกลับมาได้ โดยพื้นฐานของบริษัทนั้นไม่เปลี่ยนแปลง
  • ขายเมื่อ พื้นฐานของบริษัทนั้นเปลี่ยนแปลงไปในทางที่แย่ลง หรือมีบริษัทอื่นที่เป็นคู่แข่งทำกำไรได้เหนือกว่า
  • ไม่จำเป็นต้องเฝ้าหน้าจอตลอด ซื้อแล้วลืมได้เลย
  • ต้องตรวจสอบพื้นฐานของกิจการ ต้องอ่านงบการเงิน และ วิเคราะห์บริษัทเป็น 
  • ต้องเปรียบเทียบผลประกอบการในแต่ละปี ในแต่ละไตรมาส ว่ามีแนวโน้มเป็นอย่างไร
  • เป็นการหารายได้แบบ Passive Income โดยลงทุนซื้อหุ้นเหมือนซื้อกิจการ และรอรับเงินปันผลจากผลกำไรของบริษัท
  • ทักษะที่จำเป็นต้องมีสำหรับสายนี้คือ Fundamental Analysis (ไว้ผมเขียนอธิบายในตอนถัดๆไปเช่นกัน)
  • รวยช้า แต่รวยมาก
  • เรียกสายนี้ว่านักลงทุนในหุ้น
สำหรับผมแล้วผมยังคงเชียร์ให้พยายามนำเงินส่วนใหญ่มาลงทุนระยะยาว เพราะว่า ในชีวิตคนเราควรจะทุ่มเทเวลาให้กับเรื่องที่ตัวเองชอบหรือเรื่องที่ตัวเราเองนั้นต้องทำ ส่วนเรื่องการลงทุนนั้นก็ปล่อยให้มันเป็นหน้าที่ของการใช้เงินทำงานเพื่อสร้างผลตอบแทนให้เราจะดีกว่าครับ